Archive for มีนาคม, 2010
ประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นดังนี้
จากการเข้าประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นดังนี้
ปัจจัยที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
1. ด้านครอบครัว
สภาพครอบครัวในสัมคมไทยเริ่มเปลี่ยนจากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว เด็กบางส่วนต้องอยู่ในครอบครัวแตกแยกพ่อแม่ต่างไปมีครอบครัวใหม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาทำงานนอกบ้าน ทำให้คนในครอบครัวห่างเหินกันการเลี้ยงดูเด็กในปัจจุบันหลายครอบครัวจึงชดเชยความรักด้วยวัตถุ ชดเชยความรู้สึกเด็กด้วยการให้เงินหรือสิ่งของตามที่ลูกขอ โดยไม่มีเวลาอยู่ดูแลใกล้ชิด เมื่อเกิดปัญหาเด็กวัยรุ่นจึงเลือกปรึกษากับกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกันมากกว่าขอรับคำปรึกษาจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ดังนั้นการมีเพื่อนต่างเพศ การมีแฟน หรือการมีเพศสัมพันธ์หรือการตั้งครรภ์ของเด็ก จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองรับรู้ทีหลัง
2. ด้านเจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์
วัยรุ่นส่วนใหญ่คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ การดูสื่อลามกเป็นเรื่องปกติ รวมถึงการมีทัศนคติเรื่องเพศเลียนแบบสื่อ การมีแฟน การมีเพศสัมพันธ์ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นชาย และวัยรุ่นหญิง มีทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่เป็นเรื่องท้าทาย และอยากรู้อยากลอง
3. ด้านสื่อและเทคโนโลยี
วัยรุ่นมีการสื่อสารเรื่องเพศศึกษาหลายช่องทางเช่น จากการเลียนแบบดาราที่มีการเปลี่ยนคู่รักบ่อยๆ สื่อยั่ว โทรศัพท์ คลิปโป๊ VDOโป๊ ซึ่งวัยรุ่นสามารถเข้าถึงสื่อลามกได้โดยเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อนผ่านสื่อ Internet โทรศัพท์มือถือ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย หาซื้อได้ทั่วไป
4. ด้านความรู้/ความตระหนักและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์และโรคทางเพศสัมพันธ์
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดจากพลาดพลั้งมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิดวัยรุ่นชายมักไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยด้วยเหตุผลหลากหลาย ส่วนวัยรุ่นหญิงพบว่าการมีเพศสัมพันธ์มีทั้งแบบไม่เต็มใจ และเต็มใจ ส่วนการไม่คุมกำเนิดมีเหตุผลหลายอย่างเช่นไม่รู้วิธีคุมกำเนิด หรือดื่มสุราเมาจนลืมคิดเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์
5. ด้านการสอนเรื่องเพศศึกษาในสถานศึกษา
การจัดระบบการเรียนรู้เพศศึกษาในโรงเรียนยังขาดนโยบายที่ชัดเจน ขาดรูปแบบการสอนและการสื่อสารเรื่องเพศศึกษาที่สอดคล้องกับการรับรู้ของเด็ก
อาจารย์ทัศนันท์ ทุมมานนท์
ประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชน ครั้งที่ 6 (ปี2553)
ประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชน ครั้งที่ 6 (ปี2553)
วันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2553
ในการประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชน ครั้งที่ 6 (ปี 2553)นี้ เป็นการนำเสนองานวิจัยเชิงคุณภาพในพื้นที่ ที่เป็นตัวอย่างในการทำงานร่วมกับชุมชนที่ได้ผลดีและพื้นที่ที่มีการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อเนื่องในการทำงานประจำ ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทยได้ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพในบริบทพยาบาลมาตั้งแต่ปี 2546-2553 โดยการจัดอบรมวิจัยเชิงคุณภาพให้แก่พยาบาลและสหวิชาชีพทั่วประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาวิธีคิดและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขที่ทำงานในพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาของสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
พยาบาลชุมชน มีมุมมองการทำงานที่เปลี่ยนไปเป็นการทำงานเชิงรุกมากขึ้น และสามารถนำไปขับเคลื่อนการพัฒนาในองค์กร หน่วยบริการสาธารณสุข เพื่อที่จะจัดบริการที่ตอบสนองกับบริบทปัญหาในชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญที่ถือว่าเป็น จุดเปลี่ยน…คือการมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เพื่อที่จะให้ชุมชนได้ตระหนักและเข้าใจในบทบาท “เจ้าภาพ” และ “เจ้าของ” ที่แท้จริงของระบบสุขภาพชุมชน ให้สามารถแก้ปัญหาสุขภาวะได้โดยตัวชุมชนเอง ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะของคนในชุมชนโดยพยาบาลชุมชนและสหวิชาชีพจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งที่จะคอยช่วยทำให้ระบบสุขภาพไทยเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
อาจารย์สุภาวัลย์ จาริยะศิลป์
ประชุมวิชาการนานาชาติแล้วได้อะไร
IQ ในลูกคนแรก
สรุปความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการอนามัยครอบครัวแห่งชาติ ครั้งที่ 6
ระหว่างวันที่ 15 – 16 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร
เป็นเรื่องที่นักวิชาการบ้านเราก็เคยนำมาพูดคุย และเป็นคำถามบ่อยครั้งของคนเป็นพ่อแม่ ที่มักสงสัยว่า ทำไมลูกคนโตมักจะฉลาดกว่าคนน้อง และส่วนใหญ่จะถูกเทียบจากเพศชาย
พอจะคาดเดาได้ เพราะเป็นธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่เมื่อมีลูกคนแรกก็ย่อมจะใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องใหม่ของครอบครัว ก็ต้องแสวงหาข้อมูลความรู้ และพยายามให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกคนแรก เรียกว่าทุ่มเทและใส่ใจทุกการดูแล ยิ่งสังคมยุคปัจจุบันพ่อแม่ต้องการมีลูกเพียง 1-2 คน ก็เพิ่มมากขึ้น พ่อแม่จึงเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ และพยายามเลี้ยงดูลูกอย่างดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพอมีลูกอีกคนหนึ่ง แล้วใส่ใจน้อยลง เพียงแต่เมื่อคนเป็นพ่อแม่มีประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกคนแรกมาแล้ว ทำให้ลดความกดดันและผ่อนคลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็พยายามให้ลูกคนแรกมีส่วนต่อการเลี้ยงน้องด้วย ก็เลยทำให้ลูกคนโตมีประสบการณ์ร่วม
อีกทั้งเมื่อลูกคนโตเติบโตขึ้นไป ก็มีความรู้สึกถึงความเป็นพี่ชาย เมื่อได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ให้เป็นผู้ดูแลน้อง ก็ย่อมทำให้คนเป็นพี่พยายามกระตุ้นตัวเอง และมีความรับผิดชอบในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่น้องด้วย
ที่ผ่านมาเราคงคุ้นเรื่อง เด็กผู้หญิงมักโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย…หรือเด็กผู้หญิงพูดได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย..หรือเด็กผู้หญิงมักฉลาดกว่าเด็กผู้ชาย…!!
Dr.Miriam Stoppard ราชบัณฑิต สำนักแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องราวแม่และเด็กชาวอังกฤษ พบว่าขนาดสมองของทารกแรกเกิดเพศชายมีน้ำหนักมากกว่าขนาดสมองของทารกเพศหญิง 10-15 เท่า แต่ระบบการทำงานสมองทั้งสองซีกของทารกเพศหญิงจะพัฒนาได้มากกว่า เร็วกว่าและดีกว่าทารกเพศชาย
เยื่อหุ้มสมองของเด็กผู้หญิงพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย รวมถึงสมองซีกซ้าย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบความคิดเติบโตเร็วกว่า ทารกเพศหญิงจึงมีแนวโน้มที่จะฉลาดกว่า และมีพัฒนาการที่เร็วกว่า ซึ่งเจ้าสมองซีกซ้ายนี่เองที่ควบคุมให้เด็กผู้หญิงมีพัฒนาการเรื่องการใช้ภาษาได้ดีกว่าเด็กผู้ชาย
การที่สมองซีกซ้ายและขวาทำงานเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา จึงส่งผลให้เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเก่งเรื่องการอ่านมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะสมองทั้ง 2 ซีก ของทารกหญิงพัฒนาเร็วกว่า ทำให้ทารกหญิงรับรู้ถึงความเป็นไปในสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เร็วกว่า มากกว่า จึงมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าทารกชายในวัยเดียวกันทั้งสองงานวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงมีความแตกต่างกัน ลำดับของการเกิดก็ทำให้คนเรามีระดับสติปัญญาต่างกัน ฉะนั้น เมื่อคนเป็นพ่อแม่มีความรู้ ความเข้าใจ ก็จะทำให้การเลี้ยงดูลูกเป็นไปอย่างเข้าใจความเป็นธรรมชาติของลูก และจัดสภาพการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับลูกของตน
เราเองคนเป็นพ่อแม่ก็ควรรู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะเหมือนกัน หรือเป็นไปตามงานวิจัยทั้งหมด เพราะองค์ประกอบที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิง หรือเด็กผู้ชาย ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่จะบอกได้ว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพขนาดไหน
การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญ แต่สภาพแวดล้อมก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ต่อให้พ่อแม่เลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมก็ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กคนนั้นเช่นกัน
เรารู้กันอยู่ว่าเรื่องสมองของมนุษย์เป็นอวัยวะส่วนที่มีสำคัญที่สุด และมีความมหัศจรรย์มากที่สุด ยิ่งใช้ยิ่งดียิ่งมีคุณภาพ ยิ่งถ้าได้ถูกกระตุ้นในช่วง 6 ขวบปีแรกของชีวิต ก็จะยิ่งทำให้เส้นใยในสมองของมนุษย์ขยายเครือข่ายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้และมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พ่อแม่ทุกคนต่างก็ปรารถนาอยากให้ลูกมีสติปัญญาที่ดี แม้จะมีลูกหลายคน หรือเป็นเพศไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ทัศนคกระบวนการ
“ทัศนคติ” เรื่องสติปัญญาของลูก ต้องอยู่บนพื้นฐานความรัก ความเข้าใจ และส่งเสริมศักยภาพของลูกอย่างถูกวิธีและเหมาะสม ไม่ใช่เข้าใจว่าเรื่องสติปัญญา เป็นเรื่องของการเรียนเก่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้ามุ่งเรื่องการเรียนเก่งคือการมีไอคิวดีหรือสติปัญญาดี ก็จะทำให้ “กระบวนการ” บิดเบี้ยวไปด้วย ทำให้เร่งส่งลูกไปติวหรือเรียนพิเศษกันจ้าละหวั่น
สุดท้ายก็จะได้ลูกที่เรียนเก่ง แต่ขาดทักษะเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญยิ่งนัก ทั้งเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคม หรือเรื่องการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เข้าไปในชีวิตของพวกเขาหรือเธอด้วย
ได้นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้อาจารย์ผู้สอนวิชาการส่งเสริมสุขภาพบุคคล ครอบครัวและชุมชน สำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์(สาธารณสุขชุมชน) เพื่อให้นักศึกษานำความรู้ไปประกอบการเรียนวิชานี้
นางปิยรัตน์ จิตรภักดี
เรียนอยางไรให้เป็นอัจฉริยะ
นักเรียนหรือนักศึกษามักจะถามคำถามนี้ว่า เราจะเรียนอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ หรือเป็นคนทั้งเก่ง ดี มีสุข อยู่บ่อยครั้ง จากการศึกษาเรียนรู้จากตำรา เอกสาร หนังสือพัฒนาศักยภาพหลายร้อยเล่ม แล้วนำมาทดลองฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน หรือลูกศิษย์ แล้วพบความจริงอยางหนึงว่า อัจฉริยะสร้างได้ถ้าเราแสวงหาหรือต้องการมันอยางจริงจัง โดยดำเนินการตามเป้าหมายอยางจริงจัง เป็นระบบ ขั้นตอน เป็นช่วงเวลา ตามกำหนดที่เราต้องการไปให้ได้ในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะมีอุปสรรค หนักหนาสาหัสเพียงใด เราก็ต้องสู้ต่อไปไม่ยอท้อ บางครั้งอาจท้อแท้บ้างแต่ห้ามท้อถอย ถ้าเรามีเป้าหมายที่แท้จริงเราผ่าไปได้เสมอ ด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร พร้อมทั้งหากลเม็ดเคล็ดลับทีจะทำให้เราก้าวไปถึงเป้าหมายหรือ การเรียนเก่ง ดี และมีสุขได้ด้วยตัวเราเอง สิ่งหนึงทีจะขาดไม่ได้ คือเราต้องมันใจว่าเราทำได้ แล้วเราจะทำได้แน่นอน
เรียนอย่างไรให้เก่ง พวกเราลองอ่าน วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของ ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค
เพิ่มประสิทธิภาพการเรียน
หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการซึ่งมีผู้นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลดีมีดังนี้
1. สะสม(Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อนสอบ
2. ทำซํ้า( Repetition) ทบทวน ท่อง และทำแบบฝึกหัดซํ้า ๆ
3. ย้ำรางวัล(Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทำงานสำเร็จในแต่ละครั้งเพื่อให้ขยันขึ้น
4. ขยันคิด(Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆ
5. ฟิตปฏิบัติ(Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชำนาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่างเดียว การลงมือปฏิบัติจริงจะทำให้จำแม่นยำเกิดการถ่ายโยงความจำระยะสั้นให้เป็นระยะยาว
6. หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเร่งและกระตุ้น
จากหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน 6 ประการดังกล่าว ถ้าเราปฏิบัติตนให้ถูกวิธี เราจะประสบผลสำเร็จ มีผู้เสนอข้อปฏิบัติตนที่ดีไว้มากมาย ต่อไปนี้เป็นข้อปฏิบัติตนที่ได้คัดเลือกให้ท่านลองนำไปปฏิบัติดูเพียง 5 ข้อ
