Archive for มกราคม, 2010
เชื้อโรคในโรงพยาล..แรง-ร้าย กว่าที่คิด!

โดย : บุษกร ภู่แส
กรณีผู้เข้ารับผ่าตัดตาต้อกระจกติดเชื้อ จนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น ทำให้เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลที่น่าจะปลอดภัยที่สุด ทำไมจึงแพร่เชื้อได้
ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ปฏิเสธว่า ทุกที่ในโรงพยาบาลล้วนแต่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ไม่เว้นแม้แต่ห้องผ่าตัดที่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากเชื้อโรคมีทุกหนแห่ง
“โลกนี้ไม่มีอะไรที่ปลอดภัย 100% แม้ว่าในทางการแพทย์จะต้องการให้ความเสี่ยงเป็น 0% หรือว่าเสี่ยงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เข้ามาในโรงพยาบาลนั้นเสี่ยงติดเชื้อ (โรค) แทบทั้งนั้น ต่อให้หมอเองก็เถอะ”
การติดเชื้อในโรงพยาบาลมักเกิดกับคนไข้ที่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย เช่น ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ สายสวนปัสสาวะ การให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือด การฉีดยา การเจาะเลือด การเจาะตรวจต่างๆ เป็นต้น
ปัจจุบันการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบมากที่สุดในไทย คือ อันดับแรกการติดเชื้อที่ปอด พบประมาณ 1 ใน 3 รองลงมาคือการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อน้อยลง และมีแนวโน้มลดลง และ อันดับสามการติดเชื้อจากแผลผ่าตัด
ศ.นพ.สมหวัง กล่าวว่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลยัง เกิดขึ้นได้จาก “เครื่องมือ” ที่มีเชื้อโรคสะสมหรือตกค้างอยู่ในหมวดของอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ใช้ในห้องผ่าตัด กรณีดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แต่ “ยาก” ต่อการควบคุม จากประสบการณ์ทำงานมานาน เขามองว่า การติดเชื้อจากการผ่าตัดมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกได้ว่าสาเหตุเกิดจากสิ่งใด เป็นปัญหาที่โรงพยาบาลทั่วโลกเผชิญเหมือนกันหมด
”หากร่างกายอ่อนแอ และปริมาณเชื้อโรคมีจำนวนเยอะกว่าปกติ โอกาสที่จะติดเชื้อไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีเชื้อบางอย่างอยู่บนผิวหนังของคนเรา และไม่สามารถขจัดออกไปได้หมด มันอาศัยอยู่ในรูขุมขน ที่พร้อมจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้เช่นกัน”
แม้ปัจจัยการติดเชื้อในสถานรักษาพยาบาลยากต่อการควบคุม แต่มิได้หมายความว่า แพทย์ พยาบาล ปล่อยปละละเลย และถือเป็นเรื่องสุดวิสัย จากการศึกษาการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั่วโลก พบว่า คนไข้มีโอกาสติดเชื้อ 5-10% ส่วนประเทศไทย โอกาสที่คนไข้จะติดเชื้ออยู่ที่ 6.4 % ซึ่งถือว่ายังน้อยมากหากเทียบกับประเทศใกล้เคียง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศสหรัฐที่ 7% ด้วยซ้ำ
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาวงการแพทย์ไทยมีความตื่นตัวในการแก้ไขปัญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้มีปริมาณ “ลดลง” ต่อเนื่อง หากเทียบกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การติดเชื้อในโรงพยาบาลมีสัดส่วนสูงกว่าปัจจุบันถึงเท่าตัว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีโอกาสติดเชื้อต่ำสุดประมาณ 4%
“ถ้าติดเชื้อในโรงพยาบาล ผู้ติดเชื้อ 100 คน มีโอกาสเสียชีวิต 10 คน จำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก เพราะคนไข้ร่างกายอ่อนแอ ในเมืองไทยคนไข้ติดเชื้อปี หนึ่งประมาณ 4 แสนคน ในจำนวนนั้นเสียชีวิต 4 หมื่นคน เฉลี่ยแล้วเสียชีวิตวันละ 100 กว่าคน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แต่มันเกิดขึ้นทุกวัน”
วิธีการป้องกันสำหรับปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม ศ.นพ.สมหวัง บอกว่า แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น หากเครื่องมือชิ้นไหนเข้าข่ายต้องสงสัยว่า “ติดเชื้อ” หรือมีปัญหาให้เลิกใช้ หรือใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ชนิดใช้แล้วทิ้งแทนที่จะนำมาใช้ซ้ำเพื่อขจัดปัญหา
มาตรการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล ยังทำได้โดยการติดตามประเมินผลระบบการเฝ้าระวังการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตามหลักระบาดวิทยา การปฏิบัติตามหลัก Isolation Precautions
โดยเน้นเกี่ยวกับการล้างมือ การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในผู้ป่วยที่ได้รับการสอดใส่อุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในบุคลากรกลุ่มเสี่ยง เพื่อควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเข้มงวด รวมถึงญาติที่มาเยี่ยมผู้ป่วย วิธีเหล่านี้ถือเป็น แนวทางป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
“ปัญหาคลาสสิกอีกประการหนึ่งคือ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้สัดส่วนกับผู้เข้ารับบริการ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลขอนแก่นมีเคสผ่าตัด 14 รายต่อวัน และเป็นคนไข้ที่ต้องรอคิวผ่าตัดมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งหากทำตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด คือ ผ่าวันละ 2 ราย นั่นหมายความว่า คนไข้จะต้องรอคิวผ่าตัดนาน 3-4 ปี”
ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อเสริมว่า ปัญหาที่มีความสำคัญอันดับสอง คือ งบประมาณที่จำกัด ทำให้แพทย์พยายามประหยัดอุปกรณ์จนบางครั้งเกิดการปนเปื้อนจากการใช้ของ อุปกรณ์ซ้ำทั้งๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว เช่น สายสวน หรือ น้ำยาหล่อลื่นตาที่ใช้ที่ใช้ระหว่างผ่าตัดตา เป็นต้น
ศ.นพ.สมหวัง เสนอให้การแก้ปัญหาติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นวาระแห่งชาติ และรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา เนื่องจากโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่สามารถควบคุม และป้องกันได้หากได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างจริงจัง
สวยสั่งได้ ด้วยโยคะ

การฝึกโยคะมีผลต่อจิตของกายในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านร่างกาย โดยผ่อนคลาย รักษา และสร้างความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสายระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการย่อยอาหาร ต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาท ผลทางด้านจิตใจ จะเกิดผ่านการสร้างจิตใจที่สงบ ความตื่นตัวและสมาธิ ผลทางด้านจิตวิญญาณ คือ การเตรียมพร้อม สำหรับการทำสมาธิ และสร้างความแข็งแกร่งจาก “ภายใน”
ท่าง่ายๆ สำหรับช่วงเวลาที่เร่งรีบ โยคะไม่จำเป็นต้องไปทำตามสถานโยคะเสมอไป เรามีโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
งั้นเรามาเริ่มรู้จักท่าง่ายๆ สำหรับเรากันเลยค่ะ
1. นวดหลัง นอนหงายราบกับพื้น งอหัวเข่าทั้งสองข้างเข้ามาชิดหน้าอก และใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าไว้ พลิกตัวไปข้างซ้ายและขวาสลับกัน จากนั้นโยกตัวไปข้างหน้าและหลัง
2. หายใจ นั่งขัดสมาธิ หลับตา ค่อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นั่งสงบเช่นนี้ประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ได้
3. ทำตัวให้อ่อน คุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองยันพื้น (เหมือนเตรียมจะคลาน) แอ่นหลังโดยยกศีรษะ และสะโพกขึ้นพร้อมกับสูดหายใจเข้า อยู่ในท่านี้ประมาณ 2-3 วินาที หลังจากนั้นโก่งหลังโดยเก็บศีรษะ และสะโพกพร้อมๆ กับผ่อนลมหายใจออก (เหมือนกับแมวโก่งตัว) ทำ 2 ท่านี้ติดกันหลายๆ ครั้ง จะช่วยให้ กระดูกสันหลังอ่อนตัว ท่วงท่าสง่างามขึ้น
4. คลายเครียดขณะเดินทาง ผ่อนคลายความตึงเครียด ด้วยการโยกศีรษะไปข้างหน้า ข้างหลัง ซ้ายและขวา จากนั้นตั้งศีรษะ ให้ตรง ยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นค้างไว้ 2-3 วินาที แล้วจึงปล่อยลงสู่ท่าปกติทำซ้ำหลายๆ ครั้ง
5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยการร้องเพลงโปรดให้ดังที่สุด
6. ในที่ทำงาน นั่งหลังตรงเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี โดยจินตนาการว่ามีเชือกหนึ่งเส้นดึงศีรษะอยู่ เหมือนกับหุ่นเชิด พยายามหมุนข้อมือไปรอบๆ ให้เป็นนิสัย เพราะข้อมือมักจะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวยามใช้แป้นพิมพ์นานๆ การกำมือสลับกางนิ้วให้เต็มที่ก็เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับมือและนิ้ว
7. พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ตั้งศีรษะให้ตรง กลอกตาไปมาทั้งซ้ายและขวา เหลือบขึ้นข้างบนและลงล่าง จากนั้นหลับตาสักพัก
ช่วงระยะเวลาการเล่นโยคะที่ปลอดภัย
1. ไม่แนะนำให้เล่นตอนเที่ยง เพราะจะเป็นช่วงที่ blood pressure สูงมากที่สุด เนื่องจากแรงดึงดูดของพระอาทิตย์ต่อโลกจะแรงในตอนกลางวัน (ซึ่งจะสังเกตได้จากน้ำหนักของตัวเราจะเบา แต่หากชั่งน้ำหนักตอนเที่ยงคืน น้ำหนักของเราจะหนักที่สุด) แต่สามารถเล่นได้ก่อน หรือหลังเที่ยง
2. ควรเล่นหลังจากรับประทานแล้วอย่างน้อย 2-3 ชม. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหาร ซึ่งร่างกายมีความต้องการ พลังงาน เลือด ออกซิเจนไปช่วยในการย่อยอาหาร หากเราออกกำลังกายช่วงนั้นจะทำให้ร่างกายแย่งเลือด และ ออกซิเจนเพื่อไปเผาผลาญในส่วนอื่น ซึ่งจะส่งผลในทางลบกับร่างกายในระยะยาว
3. ไม่ควรเล่นหลัง 3 ทุ่มไปแล้ว เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวเกิน จะมีการเผาผลาญซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลแก่การนอนหลับ (ปกติจะมีเวลาชีวิต ซึ่งแนะนำให้นอนก่อนเที่ยงคืน)
4. หากเป็นคนอ้วนต้องการการเผาผลาญมาก แนะนำให้เล่นตอนเช้า เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ดี แต่คนผอม คลอเลสเตอรอลสูง เลือดจาง ระบบการเผาผลาญไม่มีปัญหา หากเล่นตอนเช้าจะเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกง่วงนอนตอนช่วงบ่าย ซึ่งคนผอมโดยทั่วไป จะมีลักษณะที่เป็นคนเครียดง่าย มีการสะสม toxic คือกรดแลคติคในร่างกายมาก ผิวแห้ง ผมแห้ง ท้องผูก และนอนหลับยาก คนผอมเหล่านี้ควรจะเล่นช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะเป็นการล้างกรดแลคติคออกไป หลังจากเล่นแล้ว จะนอนหลับสบาย
5. การใช้เวลาเล่นควรจะอย่างน้อย 1 ชม และแนะนำให้อยู่ในที่อากาศปกติ (ไม่ควรเล่นในห้องแอร์) เพราะจะช่วยในการหายใจ และ จะทำให้เหงื่อออกได้ เมื่อเหงื่อออกจะช่วยขับของเสียในร่างกาย
สำหรับคุณสาวๆ ที่รักสุขภาพ แต่ไม่ต้องการออกกำลังกายที่หนักเกินไป ขอแนะนำการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้กันเลยค่ะ สวยใส ไร้โรคภัยไข้เจ็บ ด้วยวิธีง่ายๆ ถ้าท่านใดสนใจลองทำกันดูนะคะ
10 ท่ากระชับสัดส่วนสวย
สาว ๆ วัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองคือมนุษย์เงินเดือน ต่างก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน หลังเลิกงานก็ตรงกลับบ้าน และเลือกที่จะดูแลตนเองเพียงแค่ควบคุมอาหารการกิน ดูแลผิวพรรณ และนอนหลับพักผ่อน เพราะหลายคนรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ
หากไม่ยืดเส้น ยืดสาย ขยับแขนขากันบ้าง ระวังสัดส่วนจะไม่กระชับดั่งใจ และอาจจะต้องทนเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ลองหันมาออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านทั้ง 10 ท่า ต่อไปนี้…

1.บริหารต้นขาและสะโพก ด้วยการนอนตะแคงข้าง ยกขาข้างหนึ่งขึ้น-ลง และสลับทำอีกข้าง
2.บริหารหน้าท้องและต้นขา ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ก่อนยกศีรษะไปทางด้านขวาพร้อมยกขาขวา หากยกศีรษะไปทางด้านซ้าย ก็ให้ยกขาซ้าย
3.บริหารช่วงเอว ยืนตรงแยกขาทั้งสองข้างห่างพอประมาณ จากนั้นยกแขนให้มือทั้งสองข้างประสานกันโดยหงายฝ่ามือออก และเอียงตัวไปด้านข้างสลับกันไปมา
4.บริหารแผ่นหลัง ช่วงหน้าอก และต้นขา ยกแขน และขาทั้งสองข้างขึ้น-ลงพร้อม ๆ กัน
5.บริหารต้นขา และหน้าท้อง ให้นอนราบ วางแขนสองสองข้างแนบลำตัว ยกขาทั้งสองข้างขึ้น-ลง
6.บริหารหน้าขา นอนราบกับพื้น แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยกขาเตะสลับ สองจังหวะ
7.บริหารต้นขา ยืนตรง แยกปลายเท้าห่างพอสมควร มือสองข้างจับช่วงเอว แล้วยอตัวขึ้น-ลง
8.บริหารคอ ยืนตรง แขนแนวลำตัว หันศีรษะและลำตัวไปด้านซ้ายสลับขวา
9.บริหารสะโพก ให้คว่ำหน้าลงพื้น ชันศอกและเข่า ยกขาเหยียดตรงออกนอกลำตัวไปทางด้านหลังสลับขาซ้าย-ขวา
10.บริหารต้นขาและสะโพก ด้วยการนอนราบลงกับพื้น วางแขนชิดลำตัว ยกขาทั้งสองข้างพร้อมกันในลักษณะงอเข่า พยามให้หน้าขาชิดถึงบริเวณหน้าท้อง
บริหารร่างกายด้วยท่าข้างต้นเป็นประจำ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยกระชับสัดส่วนได้ดี เหมาะกับสาว ๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจัง …วันนี้ กลับถึงบ้านแล้วลองทำดู.