Archive for the ‘สุขภาพในช่องปาก’ Category
ช่องปาก
ทุกคนคงต้องยอมรับว่า “ปาก” เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อทุกชีวิต ในช่องปากมีอวัยวะที่สำคัญ คือ เหงือก ลิ้น กระพุ้งแก้ม เพดาน และลำคอส่วนต้น
ฟัน จัดเป็นอวัยวะที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย โดยมีความแข็งแรงมากกว่ากระดูก เป็นปวัยวะเดียวที่ไม่มีการเติบโต เพิ่มขนาด หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หลังจากขึ้นมาในช่องปากแล้ว แต่ฟันยังเป็นอวัยวะที่มีชีวิต รับความรู้สึก และเจ็บปวดได้ ถ้ามีการสึกกร่อน หรือทำลายชองเนื้อฟันลง
ฟัน … มีความสำคัญต่อชีวิต ตั้งแต่เป็นฟันน้ำนม ที่เริ่มขึ้นในวัยเด็ก จวบจนเป็นฟันแท้ที่จะอยู่กับเราไปจนกระทั่งถึงวัยชรา ถ้าหากเราเอาใจใส่ดูแล รักษาความสะอาด ด้วยการแปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟัน หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นโทษกับฟัน เช่น ขนมหวานเหนียวติดฟัน น้ำอัดลม เป็นต้น และที่สำคัญคือ ต้องใช้ฟันให้ถูกหน้าที่ คือ ฟันมีหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร ช่วยในการออกเสียง และช่วยสร้างรอยยิ้มที่ประทับใจ และควรหาเวลาไปพบทันตแพทย์ เพื่อการบูรณะ และป้องกันความผิดปกติปีละครั้ง เพียงเท่านี้ เราก็จะมีสุขภาพฟันที่ดี
การดูแลสุขภาพช่องปาก
สุขภาพในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องดูแลรักษาอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ เพราะฟันเป็นอวัยวะที่มีประโยชน์มาก มีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยในการออกเสียง และยังช่วยในการเสริมใบหน้าให้สวยงาม เสริมบุคลิกภาพ เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น การไม่เอาใจใส่ในการแปรงฟันให้สะอาด อย่างถูกวิธี เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เป็นโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ และโรคระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งก่อให้เกิดกลิ่นปากอีกด้วย
ปัญหาสุขภาพในช่องปากปัญหาสุขภาพในช่องปากที่พบมากในวัยรุ่น คือ กลิ่นปาก ฟันผุ และเหงือกอักเสบ |
| กลิ่นปาก |
กลิ่นปากเป็นได้กับทุกวัย แต่จะเป็นปัญหามากในวัยรุ่น เนื่องจากเป็นระยะที่กำลังสนใจเพศตรงข้าม รักสวยรักงาม จึงมีความกังวลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
การป้องกันกลิ่นปาก ที่มีสาเหตุจากภายในช่องปาก
|
| โรคฟันผุ |
| คือ การที่ฟันถูกทำลาย ทำให้เป็นรู หรือโพรง การทำลายนี้จะเป็นไปเรื่อยๆ โดยร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมฟันส่วนที่ทำลายไป ให้กลับเป็นปกติเหมือนเดิมได้ลักษณะอาการ
ในระยะแรกเริ่ม จะพบเป็นรอยสีดำตามหลุม และร่องฟัน เมื่อมีอาการผุลุกลามมากขึ้น จะทำให้เป็นรู และมีอาการเสียวฟัน เมื่อรับประทานของเย็นจัด จนกระทั่งเกิดอาการปวดฟัน เมื่อรูผุถึงประสาทฟัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ฟันจะผุ จนกระทั่งเหลือแต่รากฟัน ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร ซึ่งอาจจะเกิดฝี หนอง ที่ปลายรากฟัน เป็นช่องทางให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ โรคที่พบบ่อยจากการติดเชื้อของฟัน เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ ฝีที่ปอด และเยื่อบุสมองอักเสบ และอาจร้ายแรงจนเสียชีวิตได้ ผลกระทบของฟันผุ คือ เบื่ออาหาร ขบเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด จนเกิดโรคระบบทางเดินอาหารได้ในที่สุด สาเหตุ สาเหตุของโรคฟันผุ คือ น้ำตาลในอาหารที่เรารับประทาน น้ำตาลจะถูกเชื้อแบคทีเรีย ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่ยึดติดบนพื้นผิวฟัน เปลี่ยนเป็นกรดอย่างรวดเร็ว และแผ่นคราบจุลินทรีย์นี้ จะเป็นแหล่งให้เกิดกรด มาสัมผัสกับตัวฟันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทำให้ฟันถูกกัดกร่อน ทำลายเป็นรูผุ การรักษา ฟันผุที่ลุกลามผ่านชั้นเคลือบฟันไปถึงชั้นเนื้อฟัน ต้องรักษาโดยการ อุดฟัน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ให้ฟันลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน การรักษาจะยุ่งยากขึ้น คือ ต้องรักษาคลองรากฟันก่อนที่จะอุดฟัน หรือบางครั้งอาจจะต้องถอนฟันออกไป เพราะการผุทำลายฟันไปมาก จนเหลือแต่รากฟัน |
| โรคเหงือกอักเสบ |
| เหงือกอักเสบจะมีสีแดง เป็นมันวาว บริเวณขอบเหงือกจะบวม ยื่นเลยขอบฟันออกมา แต่ไม่แนบกับคอฟัน เลือกออกง่าย เมื่อใช้มือกดจะเจ็บ บางครั้งอาจมีหนองไหลออกมาสาเหตุ
เกิดจากการขาดการเอาใจใส่ในการแปรงฟัน ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ ที่บริเวณขอบเหงือกแบ่งตัวแล้ว เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และปล่อยสารพิษออกมา สารพิษนี้จะซึมไปตามขอบเหงือก ถ้ามีหินปูนใต้เหงือกด้วย การอักเสบจะลุกลามเร็วขึ้น หากไม่ได้รับการรักษา บริเวณเนื้อเยื่อ และกระดูกที่หุ้มรากฟัน จะถูกทำลายไปในที่สุด หินปูน เกิดจากแร่ธาตุในน้ำลาย คือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุอื่นๆ ตกตะกอน รวมตัวกับแผ่นคราบจุลินทรีย์ ที่เกาะติดอยู่รอบตัวฟัน เกิดเป็นก้อนแข็งอยู่รอบๆ ตัวฟัน มีผิวขรุขระ เป็นที่สะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้ง่ายขึ้น การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายในวัยหนุ่มสาว ร่วมกับการละเลยต่อการทำความสะอาดฟัน จะช่วยส่งเสริมให้เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายยิ่งขึ้น บางคนที่มีฟันซ้อน เก ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ หรือลักษณะฟันผิดปกติ ทำให้ยากแก่การทำความสะอาด หรือใส่ฟันปลอมที่ไม่ดี เช่น หลวมเกินไป มีเศษอาหารตกค้างอยู่ใต้ฟันปลอม และชะล้างสารพิษจากเชื้อจุลินทรีย์ เป็นผลทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบได้ |
การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง
|
การแปรงฟันสำคัญอย่างไรการแปรงฟันนอกจากเป็นการทำความสะอาดฟันตามปกติแล้ว ยังจำเป็นต้องแปรงให้ถูกวิธี เพื่อกำจัคราบจุลินทรีย์บนตัวฟัน ป้องกันโรคฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ อุปกรณ์การแปรงฟัน และการเก็บรักษา แปรงสีฟัน การเก็บรักษาแปรง ยาสีฟัน เวลาที่ควรแปรงฟัน การแปรงฟันที่ถูกวิธีด้านนอกและด้านในของฟันบน ด้านนอกและด้านในของฟันล่าง ด้านในของฟันหน้า ด้านบดเคี้ยว หมายเหตุ
|
การดูเเลสุขภาพช่องปาก
การดูแลสุขภาพช่องปาก
สุขภาพอนามัยของปากเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือโรคต่าง ๆ การดูแลอนามัยของช่องปาก ควรส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมทันตสุขภาพที่ดี มีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอตั้งแต่เยาว์วัย ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ เกี่ยวกับการดูแลอนามัยช่องปาก มีดังนี้
1. การทำความสะอาดช่องปาก การทำความสะอาดช่องปาก เป็นการกำจัดเศษอาหารที่ตกค้าง ทำให้ปากสะอาด และช่วยลดการเกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ และโรคในช่องปากต่างๆ การทำความสะอาดในช่องปากมีหลายวิธี ได้แก่
1.1 การเช็ดปาก เป็นวิธีการทำความสะอาดช่องปากเด็กเล็ก โดยใช้ผ้าสะอาดชิ้นเล็กๆ ชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดสันเหงือก เพดาน ลิ้น และกระพุ้งแก้มเด็ก วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อให้เด็กมีปากที่สะอาด ไม่เกิดเชื้อรา ช่วยให้เด็กมีความเคยชิน กับการมีช่องปากที่สะอาด และมีนิสัยรักการแปรงฟัน เมื่อเด็กโตขึ้น การเช็ดทำความสะอาดช่องปากเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กยังไม่มีฟัน คือ อายุประมาณ 4 เดือน จนถึงเมื่อมีฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้ว เมื่ออายุประมาณ 1½-2 ขวบ การเช็ดฟันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้เพียงพอ เพราะฟันกรามมีร่อง และหลุมฟันที่ลึก ผู้ปกครองเด็กจึงควรแปรงฟันให้เด็ก แทนการเช็ดปาก
1.2 การแปรงฟัน การแปรงฟันเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ ทำให้ฟันสะอาด และไม่เป็นโรค วิธีการแปรงฟันมีหลายวิธี ซึ่งจะเสนอแนะวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ในกลุ่มเด็กเล็กที่มีแต่ฟันน้ำนม และกลุ่มเด็กที่มีฟันผสม หรือมีแต่ฟันแท้
1.2.1 การแปรงฟันในเด็กวัยก่อนเรียน เด็กวัยนี้ไม่สามารถแปรงฟันให้สะอาด ได้เอง เนื่องจากกล้ามเนื้อมือยังพัฒนาการได้ไม่ดีนัก ดังนั้น พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กจึงควรเป็นผู้ที่แปรงฟันให้เด็ก การแปรงฟันให้เด็กเล็กๆ วิธีที่นิยมใช้ คือ วิธีถูไปมาซึ่งมีวิธีการแปรงที่ง่ายๆ โดยการวางแปรง ให้ตั้งฉากกับผิวฟัน ถูไปมาสั้นๆ ในแนวนอน และการทำความสะอาดแต่ละพื้นที่ ควรทำซ้ำกันประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงขยับแปรงไปบริเวณที่ยังไม่ได้แปรง แปรงให้ครบทุกซี่ และทุกด้านของฟัน โดยแปรงให้เป็นระบบดังนั้น
การแปรงฟันด้านติดแก้ม การแปรงฟันบริเวณนี้ควรให้เด็กหุบปากเล็กน้อย เริ่มแปรงจากฟันซี่ในสุดของขากรรไกรบนด้านหนึ่ง แปรงแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าบน ไปจนถึงฟันหลังซี่ในสุด ของฟันบนอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงขยับแปรงสีฟันลงไป แปรงฟันล่างด้านติดแก้ม ที่อยู่ด้านเดียวกัน แปรงแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ไปจนถึงฟันซี่ในสุด ของขากรรไกรล่างอีกด้านหนึ่ง
การแปรงฟันด้านติดลิ้น ในเด็กอ้าปากกว้างๆ เริ่มแปรงจากฟันบนซี่ในสุดด้านเดียว กับที่สิ้นสุดของการแปรงฟันล่าง ด้านติดแก้ม แปรงแบบถูไปมา แปรงจากซี่ในสุดผ่านมาทางฟันหน้าบน ที่บริเวณนี้ให้วางขนแปรงให้สัมผัสกับผิวฟันในแนวตั้ง กวาดขนแปรงจากคอฟันไปปลายฟัน ทำซ้ำกันประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงแปรงผ่านมาทางฟันหลัง โดยใช้วิธีถูไปมา จนถึงซี่ในสุดของฟันบนอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงขยับแปรงลงมาแปรงฟันล่างด้านติดลิ้น ด้านเดียวกัน แปรงจากซี่ในสุดแบบถูไปมา ผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ซึ่งบริเวณนี้ใช้วิธีเช่นเดียวกับฟันหน้าบน แล้วแปรงผ่านมาทางฟันหลัง ด้วยวิธีถูไปมา จนถึงฟันหลังซี่ในสุด ของฟันล่างอีกด้านหนึ่ง
การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว วางขนแปรงบนด้านบดเคี้ยวของฟันกรามบน ด้านที่เริ่มแปรงฟันด้านติดแก้ม แปรงถูไปมาสั้นๆ สักประมาณ 4-5 ครั้ง แปรงให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟันกรามบนอีกด้านหนึ่ง ฟันกรามล่างซ้ายและขวา
การแปรงลิ้น วางขนแปรงให้ตั้งฉากกับลิ้น แล้วปัดขนแปรงออกนอกปาก ประมาณ 4-5 ครั้ง
ข้อสำคัญของการแปรงฟันเด็ก คือ ผู้ปกครองควรใช้มือข้างที่ไม่ได้จับแปรงสีฟัน ช่วยประคองคางเด็ก ใช้นิ้วช่วยดันแก้ม และริมฝีปากออก เพื่อให้เห็นบริเวณที่จะแปรง วิธีนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้แปรงสีฟัน กระแทกถูกริมฝีปาก หรือกระพุ้งแก้มของเด็ก ส่วนยาสีฟันในเด็กเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเด็กยังควบคุมการกลืนได้ไม่ดีนัก แต่หากต้องการใช้ ก็ควรใช้ในปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว และเลือกใช้ยาสีฟันสำหรับเด็ก เพราะจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่าของผู้ใหญ่ แปรงสีฟันควรเลือกชนิดที่มีขนอ่อน มีขนาดของหัวแปรงพอเหมาะ กับปากเด็ก คือ ขนแปรงครอบคลุมฟันประมาณ 3 ซี่
1.2.2 การแปรงฟันในเด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ การแปรงฟันในกลุ่มอายุที่มีฟันผสม หรือฟันแท้ จะแตกต่างกับกลุ่มเด็กที่มีฟันน้ำนม ทั้งนี้เนื่องจากรูปร่างของฟันน้ำนม และฟันแท้แตกต่างกัน วิธีแปรงฟันที่แนะนำได้แก่ การแปรงฟันแบบขยับปัดเป็นวิธีการแปรงฟันที่ง่าย และทำความสะอาดฟันได้ดี
การแปรงฟันแบบขยับปัด การวางขนแปรงจะแตกต่างกับการแปรงฟัน เด็กวัยก่อนเรียน คือ วางขนแปรงเอียงทำมุมประมาณ 45 องศา กับบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกกับตัวฟัน ขยับขนแปรงไปมาสั้นๆ ในแนวนอน ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงไปทางด้านปลายฟัน ควรทำให้เป็นระบบเช่นเดียวกับการแปรงฟัน เด็กวัยก่อนเรียน คือ เริ่มที่การแปรงฟันบนด้านติดแก้ม ฟันล่างด้านติดแก้ม ฟันบนด้านติดลิ้น ฟันล่างด้านติดลิ้น ด้านบดเคี้ยว และแปรงลิ้น ดังนี้
การแปรงฟันด้านติดแก้ม เริ่มแปรงที่ฟันบนด้านในสุด ด้านใดด้านหนึ่ง วางขนแปรงเอียงทำมุม 45 องศา กับรอยต่อระหว่างขอบเหงือกกับตัวฟัน ขยับไปมาสั้นๆ ในแนวนอน ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงลงมา แปรงผ่านมาทางฟันหน้าบน ไปจนถึงฟันบนซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง ขยับแปรงลงไปแปรงฟันล่างซี่ในสุด ด้านติดแก้มของด้านเดียวกัน แปรงด้วยวิธีเดียวกับฟันบน แปรงผ่านมาทางฟันหน้าล่าง ไปจนถึงฟันล่างด้านติดแก้ม ซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง
การแปรงฟันด้านติดลิ้น เริ่มแปรงที่ฟันบนด้านเพดานซี่ในสุด ด้านเดียวกับที่สิ้นสุดของการแปรงฟันล่าง ด้านติดแก้ม ขยับแปรงไปมาสั้นๆ ในแนวนอนสัก 4-5 ครั้ง แล้วปัดขนแปรงลงมา แปรงผ่านมาทางฟันหน้าบน บริเวณนี้ควรวางขนแปรงให้สัมผัสกับผิวฟันในแนวตั้ง กวาดขนแปรงออกมาทางปลายฟัน ทำซ้ำที่เดียวกันสัก 4-5 ครั้ง แล้วจึงแปรงผ่านไปทางฟันหลัง ด้วยวิธีขยับไปมาสั้นๆ และปัดขนแปรงลง แปรงด้วยวิธีนี้จนถึงฟันบนซี่ในสุด จากนั้นจึงขยับแปรงสีฟันลงมา แปรงฟันล่างซี่ในสุด ด้านติดลิ้นด้านเดียวกัน แปรงแบบขยับไปมา และปัดขนแปรงขึ้น ทำซ้ำกันทีละ 4-5 ครั้ง จึงแปรงผ่านไปทางฟันหน้าล่าง ใช้วิธีแปรงเช่นเดียวกับฟันหน้าบน ด้านติดลิ้น แปรงฟ่านมาทางฟันหลัง ด้วยวิธีขยับขนแปรงไปมาสั้นๆ ปัดขนแปรงขึ้น ทำซ้ำกันสัก 4-5 ครั้ง แปรงผ่านไปมาจนถึงฟันล่างด้านลิ้นซี่ในสุด
การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว วางขนแปรงบนด้านบดเคี้ยว ของฟันบนด้านเดียวกับที่เริ่มต้นแปรงฟัน บนด้านติดแก้ม ถูไปมาสัก 4-5 ครั้ง ทำเช่นเดียวกันให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟันกรามบนอีกด้านหนึ่ง ฟันล่างด้านซ้าย และด้านขวา
การแปรงลิ้น วางขนแปรงบนลิ้น แล้วกวาดขนแปรงออกมาประมาณ 4-5 ครั้ง ทำให้ทั่วบริเวณด้านบนของลิ้น ทำเช่นเดียวกับการแปรงลิ้นในเด็ก
2. การขัดซอกฟัน ด้านข้างของฟัน และบริเวณฟันปลอมติดแน่น บริเวณด้านประชิด
ของฟัน หรือที่เรียกว่า ซอกฟัน ด้านข้างของฟัน และด้านใต้ของฟันปลอม ชนิดติดแน่น การแปรงฟันไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม ไดแก่ ไหมขัดฟัน (Dental floss) แปรงสำหรับทำความสะอาดซอกฟัน (Interdental brush) แปรงสีฟันที่มีขนแปรงหมู่เดียว (Single tufted brush)
ไหมขัดฟัน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟัน มี 2 ชนิด คือ ชนิดเคลือบขี้ผึ้ง (Waxed) และชนิดไม่เคลือบขี้ผึ้ง (Unwaxed) ไหมขัดฟันชนิดเคลือบขี้ผึ้ง ช่วยให้เส้นไหมผ่านเข้าออกได้ง่าย ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว ลดการดูดซึมความชื้น และช่วยลดการฉีกขาดของเส้นไหมได้ด้วย ไหมขัดฟันมีลักษณะ และกาเรียกชื่อต่างๆ กันตามการใช้งาน ได้แก่ เดนตัล ปลอส (Dental floss) เป็นไหมขัดฟันที่ใช้กันทั่วไป ใช้สำหรับขัดซอกฟันได้ทุกวัย ซุปเปอร์ฟลอส (Super floss) เป็นไหมขัดฟันที่มีความกว้าง และหนากว่าไหมขัดฟันปกติ ส่วนปลายจะแข็ง ทำให้สะดวกต่อการสอดเข้าซอกฟัน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับขัดซอกฟัน ในวัยผู้สูงอายุที่มีเหงือกร่นแล้ว หรือทำความสะอาดซอกฟัน ที่ใส่สะพานฟัน (Dental bridge) เดนตัล เทป (Dental tape) มีลักษณะเป็นแถบแบน มีขอบค่อนข้างคม เหมาะสำหรับทำความสะอาด ใต้ฐานของฟันปลอมชนิดติดแน่น
วิธีการใช้ไหมขัดฟัน การใช้เส้นไหมขัดฟันมี 2 วิธี คือ วิธีแรกให้ผูกเส้นไหมเป็นวงกลม แล้วใช้นิ้วกลาง หรือนิ้วนางของมือซ้ายและขวา ดันวงกลมให้ตึง อีกวิธีหนึ่ง คือ ใช้เส้นไหมพันรอบนิ้วกลางของมือซ้าย และขวา วิธีนี้ต้องใช้ไหมขัดฟันยาวประมาณ 18 นิ้ว เหลือที่ใช้งานประมาณ 2 นิ้ว ทั้งสองวิธีนี้ ให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วหัวแม่มือ เป็นตัวบังคับเส้นไหม ค่อยๆ ผ่านเข้าระหว่างกเานประชิดของฟัน เมื่อผ่านจุดที่ฟันสัมผัสกันแล้ว จับเส้นไหมโอบแนบด้านประชิด ของตัวฟันซี่ใดซี่หนึ่ง เคลื่อนเส้นไหมลงไปสุดที่ร่องเหงือก ในขั้นตอนนี้อย่ากดเส้นไหมแรง เพราะอาจกระแทกเหงือก ทำให้เหงือกเจ็บ และมีผลให้เหงือกอักเสบได้ จากนั้นจึงขยับเส้นไหมขึ้นลง ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยให้เส้นไหมโอบแนบข้างฟันตลอดเวลา เพื่อให้เส้นไหมเสียดสีที่บริเวณด้านข้างของฟัน เมื่อนำเส้นไหมออกมา จะพบว่า มีคราบจุลินทรีย์ติดออกมา จากนั้นควรขยับเส้นไหมที่ยังไม่ได้ใช้ เข้ามาแทนที่บริเวณที่ใช้งานแล้ว และจับเส้นไหมให้โอบด้านประชิดของฟัน อีกซี่หนึ่งด้วยวิธีเดิม แล้วจึงทำความสะอาดด้านประชิดของฟันซี่อื่นๆ ให้ครบทุกซี่ การใช้ไหมขัดฟันควรใช้หลังรับประทานอาหาร หรืออย่างน้อยวันละครั้ง ก่อนนอน
แปรงสำหรับทำความสะอาดซอกฟัน (Interdental brush) คือ แปรงชนิดพิเศษ มีรูปร่างคล้ายแปรงล้างขวด แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้กับฟันของผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุที่มีเหงือกร่น มีช่องว่างระหว่างฟันกว้าง วิธีการใช้ ให้สอดแปรงเข้าไปในซอกฟัน แล้วถูที่ด้านข้างของฟัน ทำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ซอกฟันสะอาด แปรงชนิดนี้ไม่ควรใช้กับซอกฟันที่มีเหงือกอยู่เต็ม
แปรงสีฟันที่มีขนแปรงหมู่เดียว (Single tufted brush) เป็นแปรงสีฟันชนิดที่หัวแปรงมีขนรวมกันเป็นหมู่เดียว มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับทำความสะอาดที่ บริเวณคอฟัน และระหว่างฟัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีฟันซ้อนเก ฟันล้ม หรืออยู่ระหว่างใส่เครื่องมือจัดฟัน วิธีใช้ให้ถูไปมาหลายๆ ครั้ง
การใช้ไม้จิ้มฟัน ไม้จิ้มฟันมีส่วนช่วยทำความสะอาดฟันที่บริเวณซอกฟันได้ หากใช้อย่างถูกต้อง โดยสอดปลายแหลมของไม้จิ้มฟัน เข้าไปในซอกระหว่างฟัน ให้ไม้จิ้มฟันแนบกับด้านข้างของฟัน ขยับไม้จิ้มฟันเข้าออกหลายๆ ครั้ง โดยให้ผิวของไม้ทำหน้าที่ถูกบริเวณด้านข้างของฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ และควรระวังไม่ให้กระแทกเหงือก เพราะจะส่งผลให้เหงือกอักเสบ และเกิดการร่นของร่องเหงือกได้ ผู้ที่จะใช้ไม้จิ้มฟันทำวามสะอาดด้านข้างของฟัน ควรเป็นผู้ที่มีช่องว่างระหว่างซอกฟัน เช่น ในฟันของผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญในการเลือกใช้ไม้จิ้มฟันนั้น ควรเลือกไม้จิ้มฟันที่สะอาด มีเนื้อไม้เรียบ ไม่มีเสี้ยน
2. การตรวจสภาพช่องปาก
2.1 การตรวจสภาพช่องปากด้วยตนเอง เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องปาก เพื่อให้ทราบว่า มีความผิดปกติหรือไม่ ควรตรวจดูทุกวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่แปรงฟันแล้ว
วิธีการตรวจฟันด้วยตนเอง ให้อ้าปากส่องดูกับกระจกเงา ในบริเวณที่มีแสงสว่างพอเพียง สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจ คือ ดูเหงือกว่ามีลักษณะบวมแดง มีเลือดออก มีหินน้ำลายหรือไม่ ดูฟันว่า มีจุดดำ มีฟันเป็นรูหรือไม่ และดูที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น เพดาน เยื่อเมือกของช่องปาก ว่ามีรอยแผล หรือมีฝ้าขาวหรือไม่ การตรวจดูทุกวัน จะทำให้เราทราบถึงคววามผิดปกติในระยะเริ่มแรก และเมื่อพบก็ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษา และแนะนำ หรือรับการรักษาก่อนที่โรคจะลุกลามมาก จนไม่สามารถรักษาได้ การตรวจฟันด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้
1. การตรวจฟันหน้าบนและล่าง กระทำได้โดย ยิ้มยิงฟันกับกระจก ให้เห็นฟันหน้า ทั้งบนและล่าง และเห็นส่วนของเหงือกด้วย
การพบทันตแพทย์ เป็นการไปพบเพื่อตรวจสภาพช่องปากอย่างละเอียด และรับคำแนะนำการดูแลทันตสุขภาพ หรือรับการรักษา การไปพบทันตแพทย์ ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก เมื่อมีฟันเริ่มขึ้น คือ อายุประมาณ 6 เดือน หรืออย่างช้าเมื่ออายุได้ 1 ปี ควรพบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีที่เด็กมีปัญหา เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย หรือมีความผิดปกติของอวัยะวในช่องปาก ระยะเวลาการไปพบทันตแพทย์ ควรพิจารณาให้เหมาะสมเฉพาะราย
3. การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทันตสุขภาพ อาหารมีความสำคัญต่อการสร้างฟัน แต่อาหารบางอย่างอาจเป็นโทษต่อฟัน หากมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น การรับประทานอาหารเพื่อให้เกิดผลดี ต่อทันตสุขภาพจึงควรคำนึงถึง
3.1 ระยะที่ฟันขึ้นแล้ว ในระยะที่ฟันขึ้นแล้ว อาหารหวานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ ดังนั้น การบริโภคอาหาร เพื่อการมีทันตสุขภาพที่ดี จึงควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล โดยเฉพาะที่มีลักษณะเหนียว ซึ่งติดฟันง่าย และอยู่นาน เพราะจะเกิดฟันผุได้
2. ไม่ควรรับประทานอาหารจุบจิบ เพราะจะมีเศษอาหารตกค้างอยู่ในปากอยู่เสมอ ทำให้เกิดกรดขึ้นตลอดเวลา และฟันจะถูกกัดกร่อนมากขึ้น จนเกิดการผุขึ้นได้
3. ควรรับประทานอาหารหวานเฉพาะในมื้ออาหาร เพราะในมื้ออาหารมีอาหารหลายชนิด รวมทั้งน้ำด้วย จึงมีส่วนช่วยให้น้ำตาลมีความเข้มข้นลดลง การเกิดกรดก็จะลดลงด้วย
4. ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน(เนื้อ นม ไข่) ผัก และผลไม้เป็นอาหารว่าง แทนการรับประทานขนมหวาน หรืออาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
4. การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ
การเสริมฟลูออไรด์ทางระบบทั่วร่างกาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการป้องกันฟันผุ ควรปฏิบัติดังนี้
1. ให้เด็กรับประทานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 12 ปี
2. ควรรับประทานฟลูออไรด์ขณะที่ท้องว่าง เพื่อให้มีการดูดซึมได้มากที่สุด
3. การให้เด็กรับประทานยาเม็ด ควรให้เคี้ยว แล้วอม เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำปฏิกิริยากับผิวฟันก่อนกลืน จะทำให้ได้การเสริมฟลูออไรด์เฉพาะที่ด้วย
4. เด็กที่รับประทานยาเม็ดไม่ได้ ควรใช้ยาชนิดยาน้ำหยดเข้าปากหรือบดยาเม็ดผสมน้ำให้เด็ก
การให้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ (Topical Fluoride) เป็นการใช้ฟลูออไรด์ในระยะที่ฟันขึ้นในช่องปากแล้ว ฟลูออไรด์มีผลป้องกันฟันผุ โดยทำให้เกิดการสะสมแร่ธาตุฟลูออไรด์ที่ผิวฟัน ทำให้โครงสร้างฟันมีความแข็งมากขึ้น ช่วยยับยั้งการสูญเสียแร่ธาตุจากผิวฟัน และลดปริมาณของ จุลินทรีย์ในช่องปาก การใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ แบ่งออกเป็นชนิดที่ทันตบุคลากรเป็นผู้ให้ และชนิดใช้เองที่บ้าน ซึ่งผลการป้องกันฟันผุ จะสัมพันธ์กับปริมาณความเข้มข้น ของฟลูออไรด์ และความถี่ของการใช้
1. การใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่โดยทันตบุคลากร วิธีนี้เหมาะกับเด็กวัยก่อนเรียน เรียกว่า การเคลือบฟัน เป็นวิธีที่ทันตบุคลากรใช้ฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ทาที่ฟันเด็ก ฟลูออไรด์ที่ใช้ได้แก่ ชนิดเจล ชนิดน้ำ และฟลูออไรด์วานิช
2. ฟลูออไรด์สำหรับใช้ด้วยตนเองที่บ้าน เป็นรูปแบบของฟลูออไรด์ที่เหมาะสม ต่อการป้องกันฟันผุในผู้ใหญ่ และเด็กที่สามารถควบคุมการกลืนได้ ซึ่งได้แก่ น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์เคลือบชนิดทำด้วยตนเองที่บ้าน
ผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด ที่นำไปใช้ที่บ้านได้ มีปริมาณความเข้มข้นของฟลูออไรด์ และวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน คือ น้ำยาโซเดียมฟลูออไรด์ 0.2% ใช้อมบ้วนปากอาทิตย์ละครั้ง และน้ำยาโซเดียมฟลูออไรด์ 0.05% ใช้อมบ้วนปากทุกวัน วันละครั้ง การใช้น้ำยาบ้วนปากควรใช้น้ำยาประมาณ 10 มิลลิตร อมกลั้วปากนาน 1 นาที แล้วจึงบ้วนทิ้ง และไม่ควรรับประทานอาหาร หรือน้ำภายใน ½ ชั่วโมง เพื่อให้ฟลูออไรด์คงอยู่ในปากได้นานๆ จากการศึกษาพบว่า การใช้น้ำยาบ้วนปาก โซเดียมฟลูออไรด์สามารถป้องกันฟันผุ ได้ประมาณ 20-40%
ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เป็นสิ่งที่ควรใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะหาซื้อได้ง่าย และมีข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับฟลูออไรด์เฉพาะที่ ในปริมาณความเข้มข้นน้อยๆ และได้รับอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคฟันผุได้ดี
ข้อควรระวังในการใช้ฟลูออไรด์
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ฟลูออไรด์หากนำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ พิษจากฟลูออไรด์เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ ชนิดเรื้อรัง และชนิดเฉียบพลัน ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณ และระยะเวลาของฟลูออไรด์ที่ได้รับ
1. พิษของฟลูออไรด์ชนิดเรื้อรัง (Chronic Toxicity) เป็นผลจากการได้รับปริมาณฟลูออไรด์ เกินขนาดที่เหมาะสม (Optimum Level) ต่อเนื่องเป็นเวลหลายปี ในระยะเวลาที่ฟันกำลังมีการสร้างตัว ทำให้เกิดภาวะฟันตกกระ เช่น การดื่มน้ำที่มีปริมาณของฟลูออไรด์เข้มข้น เกินกว่า 0.7 พีพีเอ็ม เป็นประจำ การรับประทานยาเม็ดฟลูออไรด์ หรือยาน้ำฟลูออไรด์ในปริมาณไม่เหมาะสม การกิน หรือกลืนยาสีฟันผสมฟลูออไรด์บ่อยๆ ดังนั้น เด็กที่จะให้รับประทานฟลูออไรด์เสริม จึงต้องคำนึงถึงปริมาณฟลูออไรด์ จากแหล่งอื่นๆ ที่เด็กจะได้รับด้วย
2. พิษของฟลูออไรด์ชนิดเฉียบพลัน (Acute Toxicity) พิษชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ปริมาณเกินขนาด ในคราวเดียวกัน อาการที่เกิดจะรุนแรงมาก หรือน้อย ขึ้นกับปริมาณของฟลูออไรด์ ที่รับประทาน และน้ำหนักตัวของผู้นั้น ซึ่งมีตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำลายออกมาก ปวดท้อง มีภาวะขาดน้ำ อาการจะสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 30 นาที หลังจากได้รับฟลูออไรด์
ปริมาณฟลูออไรด์ที่จะก่อให้เกิดพิษอย่างเฉียบพลันได้นั้น ต้องมีปริมาณที่สูงมาก เช่น เด็ก 2 ขวบ มีน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม หากได้รับโซเดียมฟลูออไรด์ ปริมาณ 0.7 ถึง 1.5 กรัม (ยาเม็ดฟลูออไรด์ ขนาด 2.2 มิลลิกรัม มากกว่า 300 เม็ด) อาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น การจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ ในแต่ละครั้ง ควรบรรจุขนาด 100-120 เม็ด และกำชับให้ผู้ปกครอง เก็บขวดยาในที่ปลอดภัยให้พ้นมือเด็ก
ในกรณีที่มีอาการจากพิษของฟลูออไรด์ ไม่มากนัก เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไขได้โดยรับประทารนม ยาเคลือบกระเพาะ หรือทำให้อาเจียน ถ้ามีอาการมาก ต้องส่งแพทย์ เพื่อทำการล้างท้องโดยด่วน
การใช้สารเคลือบหลุมร่องฟัน สารเคลือบหลุมร่องฟัน (Sealant) เป็นวัสดุสังเคราะห์ชนิดเรซิน (Resin) หรือกลาสไอโอโนเมอร์ (Glass Ionomer) ที่นำมาใช้อุดร่อง หรือหลุมฟัน เพื่อป้องกันโรคฟันผุ การใช้สารเคลือบหลุมร่องฟัน นิยมใช้กับฟันที่เพิ่งขึ้นพ้นเหงือกแล้ว ซึ่งมักจะมีหลุมและร่องฟันที่ลึก เมื่อเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว จะช่วยลดการตกค้างของเศษอาหาร ในร่องฟันลง ทำให้โอกาสที่จะเกิดกรดมาทำลายฟัน ก็จะลดลงด้วย
ประสิทธิภาพของสารเคลือบหลุมร่องฟัน ที่สามารถป้องกันฟันผุได้ดี หรือไม่ขึ้นอยู่กับ การติดแน่นของวัสดุที่มีต่อเคลือบฟัน คือ สารเคลือบหลุมร่องฟัน จะให้ผลดีต่อเมื่อทุกส่วนของหลุมร่องฟัน ถูกเคลือบด้วยสารเคลือบหลุมร่องฟัน อย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไปพบว่า อัตราการติดแน่นของสารเคลือบหลุมร่องฟัน ที่สมบูรณ์ จะให้ผลการป้องกันฟันผุ ในระยะเวลา 2-8 ปี มี 40-80% ทั้งนี้ขึ้นกับเทคนิค และวิธีการขณะเคลือบ ดังนั้น หลังการเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว จึงควรตรวจเช็คฟันเป็นระยะ หากพบว่า สารเคลือบหลุมร่องฟันหลุดออกบางส่วน หรือหลุดออกไปทั้งหมด ควรแนะนำให้ไปเคลือบหลุมร่องฟันใหม่
หมายเหตุ Optimum Fluoride Level หมายถึง ปริมาณฟลูออไรด์ที่ร่างกายควรได้รับ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันฟันผุ แต่ไม่ทำให้เกิดฟันตกกระ โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 0.05-0.07 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน
โรคฟันผุ … เป็นอย่างไร
บางที เราก็อาจจะสงสัยว่า เรามีฟันผุหรือเปล่านะ … ลองมาดูกันสิว่า โรคฟันผุนั้นเป็นอย่างไร
ถ้าคิดง่ายๆ แล้ว โรคฟันผุก็คือ โรคของฟันที่มีเนื้อฟันถูกทำลายไป โดยมีการทำลายแร่ธาตุที่เป็น องค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเหล่านี้ จนทำให้เกิดเป็นรูหรือโพรงที่ตัวฟัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะลุกลาม ขยายใหญ่และลึกขึ้นเรื่อยๆ เกิดการเจ็บปวดทุกข์ทรมาน และสุดท้ายอาจต้องสูญเสียฟัน โดยต้องถอนออกไป
โรคฟันผุจัดเป็นโรคติดต่อ เพราะเกิดจากเชื้อโรค และติดต่อกันได้ทางน้ำลาย โดยกระบวนการเกิดโรค จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ ตัวฟัน เชื้อจุลินทรีย์ และสภาวะความเป็นกรดภายในช่องปาก
โดยปกติ ภายในช่องปากจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุระหว่างตัวฟัน และแร่ธาตุที่มีอยู่ใน น้ำลายตลอดเวลา โดยจะมีทั้งการสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน และการคืนกลับแร่ธาตุสู่ตัวฟัน ในสภาวะที่ สภาพในช่องปากเป็นกลาง … ก่อนที่จะเกิดรูผุบนฟันที่มองเห็นได้ ในระยะเริ่มแรกที่มีการสูญเสียแร่ธาตุ ออกจากผิวฟันนั้น หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าฟันเริ่มเสียความเงามัน มองเห็นเป็นสีขุ่นขาวคล้ายชอล์ก เริ่มจากเป็นจุดขาว และขยายขนาดขึ้นได้ ซึ่งมักพบบริเวณที่เป็นหลุมร่องฟันลึก หรือบริเวณซอกฟัน คอฟัน ที่มีคราบจุลินทรีย์ สะสมไว้มาก ซึ่งหากสังเกตเห็นได้ทัน จะสามารถหยุดยั้งการลุกลามของการเกิดฟันผุนี้ได้
นี่คือภาพแสดงลักษณะความรุนแรงของการเกิดโรคฟันผุ
ผลเสียของการเกิดโรคฟันผุ
โรคฟันผุระยะเริ่มต้นยังไม่ก่อให้เกิดอาการ เสียวหรือเจ็บปวด มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวฟัน เห็นเป็นจุด หรือฝ้าขาวขุ่นคล้ายชอล์ก ซึ่งถ้า สังเกตเห็น หรือตรวจพบแต่เนิ่นๆ แล้ว จะสามารถ รักษาไม่ให้เกิดเป็นรูผุได้ แต่ถ้าต่อไปรักษาไม่ได้แล้วละก็ จะเกิดการทำลายของเนื้อฟันต่อไป ตามลำดับ ดังนี้คือ
| ฟันปกติ | ฟันผุระยะแรกเริ่ม เห็นเป็นรอยขาวขุ่น |
![]() |
|
| ฟันผุระยะที่ 1 | ฟันผุระยะที่ 2 |
| ฟันผุระยะที่ 3 | ฟันผุระยะที่ 4 |
ระยะที่ 1 เริ่มเห็นเป็นรูผุที่ผิวฟันอาจมี สีเทาหรือดำ มีสีขาวขุ่นรอบๆ ระยะนี้ยังไม่พบมี อาการใดๆ
ระยะที่ 2 รูฟันที่ผุลุกลามกว้าง และลึกขึ้นเข้าสู่ชั้นเนื้อฟัน ใกล้โพรงประสาท ทำให้เกิด อาการเสียวฟัน โดยเฉพาะเมื่อกินอาหารหวาน หรือน้ำเย็นๆ
ระยะที่ 3 รูฟันที่ผุลุกลามลึกลงไป ถึง โพรงประสาทฟัน ซึ่งเป็นที่อยู่ของประสาทรับความ รู้สึก ทำให้ปวด เคี้ยวไม่ได้
ระยะที่ 4 การอักเสบลุกลามออกไป รอบตัวฟัน ถึงอวัยวะรอบตัวฟัน อาจเกิดฝี หนอง ฟันโยก ปวด เคี้ยวไม่ได้
เมื่อไม่สามารถรักษาฟันซี่ที่ผุไว้ได้ ต้องถอนฟันซี่นั้นออก ทำให้เกิดการต้องสูญเสียฟัน และมีปัญหาอื่นๆ ตามมาได้อีกมาก
การรักษาโรคฟันผุ
มีการรักษาได้ต่างๆ กันไป ตามระยะการเกิดโรคก็คือ
การใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่ หรือการแปรง ฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จะช่วยรักษา ฟันที่เกือบจะผุ ให้กลับสู่ปกติได้ โดยแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เป็นประจำ และทิ้งยาสีฟัน นั้นให้คงอยู่ในช่องปากนานขึ้นไม่น้อยกว่า 2 นาที แล้วค่อยบ้วนทิ้ง ก็จะช่วยให้ฟันไม่ผุต่อไปได้ (แต่ สำหรับเด็กเล็กๆ ต้องระวังไม่ให้กลืนยาสีฟัน เพราะอาจเกิดผลเสียได้)
คนที่มีการใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ หรือติดแน่น หรือผู้ที่ใส่ เครื่องมือเพื่อการจัดฟัน หากไม่ได้ดูแลทำความสะอาดฟันอย่างดี จะทำให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย เกิดความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์อักเสบได้เช่นเดียวกัน
อุดฟัน
เมื่อฟันผุเห็นเป็นรูชัดเจน อยู่ในระยะที่มีการทำลายเฉพาะถึงส่วนเนื้อฟัน
รักษารากฟัน
เป็นการรักษาโรคฟันผุ ที่มีการผุลุกลามเข้าไปถึงโพรงประสาทฟันแล้ว
ถอนฟัน
เมื่อการอักเสบลุกลามไปมาก ไม่เหลือเนื้อฟันที่จะสามารถรักษาฟันซี่นั้น ไว้ได้ต่อไป
การส่งเสริมป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคฟันผุ ที่ให้ผลดีที่สุด คือ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารหวานเหนียวติดฟันที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ
- ดูแลรักษาความสะอาดช่องปากให้สะอาดอย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ โดยแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ทุกครั้ง
- ตรวจสุขภาพช่องปากด้วยตนเองเป็นประจำ
- ใช้ฟลูออไรด์เสริมเพื่อการป้องกันฟันผุ
โรคฟันผุ
โรคฟันผุ เป็นโรคท๊อปฮิตของคนไข้ที่มาพบทันตแพทย์ โรคฟันผุเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อโรค คือแบคทีเรียชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งติดต่อได้ทางน้ำลาย โดยโรคฟันผุนี้เกิดจากการที่แบคทีเรียที่ย่อยสลายอาหารประเภทน้ำตาลทำให้เกิดกรดแลคติก ที่มีฤทธิ์ในการการสลายแร่ธาตุเคลือบฟันและเนื้อฟันส่วนที่โผล่ขึ้นมาในช่องปากได้แก่แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส ให้ออกจากตัวฟันจึงทำให้เคลือบฟัน ตัวฟัน และรากฟันที่โผล่พ้นออกมาจากเหงือกถูกทำลายจนเกิดเป็นโพรง หรือเป็นรูตามฟันได้โดยง่าย ในสภาวะปกติภายในช่องปากมีกระบวนการเปลี่ยนแร่ธาตุแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสในระหว่างชั้นผิวเคลือบฟัน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำลายตลอดเวลาอย่างสมดุล ทำให้ไม่มีการสูญเสียแร่ธาตุออกจากผิวฟัน แต่ในภาวะที่จุลินทรีย์มีการย่อยสลายอาหารแป้งและน้ำตาล จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของน้ำลายเป็นกรด ทำให้สูญเสียแร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสออกจากตัวฟันมากกว่าการได้รับกลับคืน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นบ่อยจะทำให้เกิดฟันผุ

ปัยจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ ได้แก่
1. ตัวเชื้อโรค ที่ทำให้เกิดฟันผุ คือ Streptococcus mutans
2. พื้นผิวของตัวฟัน ถ้าฟันมีความขรุขระมาก ก็จะทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย
3. อาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอาหารที่เป็นน้ำตาลและ ค่อนข้างเหนียวจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้มาก
4. ระยะเวลาที่แบคทีเรียสามารถเกาะอยู่บนผิวฟัน โดยปกติน้ำลายจะคอย ชะล้างสิ่งสกปรกในช่องปาก ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันฟันผุทางหนึ่ง แต่เนื่องจากในเวลากลางคืนน้ำลายจะหลั่งออกมาได้น้อยจึงทำให้สามารถชะล้างแบคทีเรียออกไปได้น้อย ดังนั้นการรับประทานอาหารในช่วงเวลากลางคืนโดยไม่แปรงฟันก่อนนอน จะทำให้มีโอกาสเกิดฟันผุได้มากกว่าการรับประทานอาหารในช่วงเวลากลางวันโดยไม่แปรงฟัน
ฟันแต่ละซี่มีโอกาสผุไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
+ ฟันที่มีรูปร่างเป็นหลุมและมีร่องลึก ฟันที่อยู่ลึก หรือฟันเก จะมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันที่รูปร่างปกติ เนื่องจากทำความสะอาดยาก
+ ด้านของฟันที่สัมผัสฟันข้างเคียง เช่น ด้านประชิดก็จะเป็นบริเวณที่ฟันมีการผุได้ง่าย
+ ฟันที่มีสารฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ จะมีความแข็งแกร่งและต้านทานต่อการเป็นโรคฟันผุได้มากกว่าฟันทั่วไป
อาการของโรคฟันผุ
ระยะเริ่มแรก พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ชั้นเคลือบฟัน โดยกรดจะเริ่มทำลายชั้นเคลือบฟันเปลี่ยนจากสีขาวใสมันวาว เป็นสีขุ่นขาวบริเวณที่เป็นผิวเรียบของฟัน หรือหลุมร่องฟัน จุดสีน้ำตาล หรือสีเทาดำ ระยะนี้ยังไม่มีอาการใดๆ จึงมักถูกละเลยปล่อยทิ้งไว้ แต่ถ้าหมั่นแปรงฟันให้สะอาดและใช้ฟลูออไรด์ทาเฉพาะที่จะสามารถช่วยยับยั้งการลุกลามได้ แต่ถาปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งการผุลุกลามถึงเนื้อฟันจนเนื้อฟันเปื่อยยุ่ยมองเห็นเป็นรูชัดเจน จะเริ่มมีอาการเสียวฟันหรือปวดฟัน เมื่อถูกของร้อน เย็น หรือหวานจัด ระยะนี้ต้องพบทันตแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาด้วยการอุดฟัน และหากไม่ได้รับการดูแลรักษา การผุก็จะเข้าสู่ขั้นรุนแรงลุกลามเข้าทำลายลึกถึงโพรงประสาทฟันทำให้เกิด การอักเสบของเนื้อเยื่อภายในโพรงประสาทฟัน ซึ่งระยะนี้จะมีอาการปวดรุนแรงมาก การรักษาก็ทำได้ค่อนข้างยากและถ้ามีการติดเชื้อร่วมด้วยก็จะเกิดการอับเสบบวมรอบๆบริเวณเหงือกและฟันด้วย
การรักษาและดูแลโรคฟันผุ
1. ฟันผุในระยะเริ่มแรกที่มีสีขุ่นขาว เพียงทำให้ช่องปากได้รับฟลูออไรด์อย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรือใช้ฟลูออไรด์ทาเฉพาะที่ก็จะสามารถช่วยยับยั้งการลุกลาม และทำให้การผุนี้กลับคือสู่สภาพปกติได้
2. กรณีที่ชั้นเคลือบฟันมีการเปลี่ยนเป็นสีดำแต่ยังไม่เป็นรูนั้น การแปรงฟันให้สะอาดอย่าสม่ำเสมอ สามารถช่วยยับยั้งไม่ให้เป็นฟันผุเป็นรูผุได้
3. หมั่นตรวจดูว่ามีการลุกลามของโรคเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากการผุลุกลามจนเป็นรูแต่ไม่ลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน ต้องพบทันตแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาด้วยการอุดฟัน 4. ถ้าฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน ทันตแพทย์จะตรวจดูเนื้อฟันที่มีเหลือ หากมีพอเพียงที่จะบูรณะได้ก็จะรักษาโพรงประสาทฟันและบูรณะฟันให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมโดยการอุดฟันหรือครอบฟัน แต่หากเนื้อฟันมีเหลืออยู่น้อยเกินไปก็จะรักษาโดยการถอนฟัน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเศษอาหาร และเชื้อโรค อันจะก่อให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้
5. กรณีที่วัสดุอุดฟันแตก ควรรีบรับการอุดฟันใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุต่อ
วิธีการป้องกันฟันผุด้วยตนเอง
- ควรรักษาช่องปากให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันทุกวันในตอนเช้า ก่อนนอน และหรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
- หลังการแปรงฟันควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟันด้วยอย่างสม่ำเสมอ
- ควรปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน ด้วยการลดความถี่ในการบริโภคน้ำตาล ไม่กินจุบกินจิบ และหลีกเลี่ยงขนมหวานเหนียวหนึบติดฟัน หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆให้ลองใช้วิธีนี้ คือ หาอาหารชนิดอื่นโดยเฉพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาละลายฤทธิ์กรด เช่นโปรตีน ยกตัวอย่างเช่น ทานช็อกโกแลตที่มีถั่วหรืออัลมอนด์ด้วยดีกว่าการทานช็อกโกแลตอย่างเดียว หรือทานก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำตาล 1 ช้อน ในก๋วยเตี๋ยวจะ มีหมู ไก่ หรือปลา ซึ่งเป็นด่างช่วยลดความเป็นกรด มีถั่วงอก ผักบุ้งช่วยขัดฟัน และยังมีน้ำช่วยเจือจางกรดอีกด้วย
- ใช้น้ำบ้วนปากทันทีหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
- ควรใช้ฟลูออไรด์เสริมเพื่อป้องกันโรคฟันผุด้วยการเลือกใช้ยาสีฟันผสม ฟลูออไรด์ด้วย





