Search
Archives

You are currently browsing the archives for the การศึกษาและการเรียนการสอน category.

Archive for the ‘การศึกษาและการเรียนการสอน’ Category

แนวทางการเดินเรือ

การศึกษาของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ มี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเดินเรือ และฝ่ายช่างกลเรือ

- ฝ่ายเดินเรือ (Deck Department)

ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ การเดินเรือ การเรือ กฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศ การบรรทุกและการจัดระวาง อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ การสื่อสารสากล การบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

- ฝ่ายช่างกลเรือ (Engine Department)

ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ภาษาต่างประเทศ เครื่องยนต์และเครื่องจักรกลเรือ การไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือและการทรงตัวของเรือ การโรงงานและการบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

เมื่อสำเร็จการศึกษา

ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ หลักสูตรปกติ 5 ปี

ฝ่ายเดินเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบูรพา : วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการเดินเรือ

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรนายประจำ เรือฝ่ายเดินเรือของเรือกลเดินทะเลขนาด 500 ตันกรอสหรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี

ฝ่ายช่างกลเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบูรพา : วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกลเรือ

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรรองต้นกลของเรือกลเดินทะเลขนาดกำ ลังขับเคลื่อน 3000 กิโลวัตต์หรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชย์นาวี

ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ หลักสูตรพิเศษ 3 ปี ฝ่ายช่างกลเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรรองต้นกลของเรือกลเดินทะเลขนาดกำลังขับเคลื่อน 3000 กิโลวัตต์หรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชย์นาวี

• ขณะนี้ยังไม่ได้รับปริญญาตรี (ปัจจุบันศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีมีข้อตกลงความร่วมมือกับ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงพยายามดำเนินการให้ได้รับปริญญาของสถาบันในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)

ความก้าวหน้าในการทำงาน

ฝ่ายเดินเรือ จะทำงานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านการนำ เรือไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย การบรรทุก ขนส่ง ขนถ่ายสินค้าครบและตรงต่อเวลา ตำแหน่งสูงสุดคือ กัปตันเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน ตำแหน่งระดับผู้บริหารบ้าง)

ฝ่ายช่างกลเรือ จะทำ งานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านเครื่องยนต์กลไก ที่ใช้ขับเคลื่อนภายในเรือทั้งหมด ให้สามารถทำ งานทำงานได้ดีจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ตำ แหน่งสูงสุดคือ ต้นกลเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน, อู่ต่อเรือ,อู่ซ่อมเรือ ตำ แหน่งระดับผู้บริหารบ้าง)

การทำงานในเรือ ปริญญาตรีที่ได้รับไม่ใช่สิ่งสำคัญในการกำหนดเงินเดือนและการทำงานบนเรือที่สำคัญคือ ประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือ (ชาวเรือเรียกว่า “ตั๋ว”) ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดสอน เป็นหลักสูตรมาตรฐานสากลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ(IMOMODEL COURSE) ประกาศนียบัตรที่ได้รับสามารถทำ งานบนเรือได้ทุกประเทศทั่วโลก ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การทำงาน มีภาษาที่สองหรือสามหรือภาษาสากลที่ดี สิ่งที่ท่านจะได้รับคือค่าตอบแทนที่คุ้มค่าและสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ หลายเท่า ดังนั้น คู่แข่งที่แท้จริงคือ ตัวท่านเอง ที่บอกว่าสามารถทำ งานได้หรือไม่ คู่แข่งรองลงมาคือ ชาวต่างชาติที่มีภาษาสากลที่ดีกว่า คู่แข่งสุดท้ายคือ คนไทยด้วยกัน

หน่วยงานที่พร้อมรับเข้าทำงาน

สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการประกอบอาชีพชาวเรือ จัดเป็นอาชีพพิเศษเฉพาะอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งเมื่อสำ เร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์จากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีและได้รับประกาศนียบัตรจากกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวีแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพในกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเรือ เช่น

หน่วยงานราชการ (ตำแหน่งที่รองรับมีจำนวนจำกัด) กรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี,กรมศุลกากร,กรมประมง

หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (ตำแหน่งที่รองรับมีจำนวนจำกัด) การท่าเรือแห่งประเทศไทย,การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ส่วนงานที่เกี่ยวกับเรือ)

หน่วยงานบริษัทเอกชน (ตำแหน่งงานที่พร้อมรองรับมีจำนวนมาก) บริษัทเรือต่าง ๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศทั่วโลก (ทำงานในระดับนายประจำเรือ),บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินเรือ,บริษัทที่เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะนํ้ามันกลางทะเล, กิจการขุดแร่ในทะเล,อู่ต่อเรือและอู่ซ่อมเรือ (ทำ งานในระดับนายช่างกล),บริษัทอะไหล่เรือ (ทำ งานในระดับวิศวกร)

รายได้และสวัสดิการ (เมื่อสำเร็จการศึกษา)

รายได้ของคนประจำเรือเมื่อเทียบกับคนทำ งานบนบกที่มีความรู้เท่าเทียมกัน จะมีรายได้สูงกว่าอย่างน้อยสองถึงสามเท่า (20,000 – 40,000 บาท เมื่อเริ่มต้นทำ งานครั้งแรก) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายการเดินเรือ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

- สายนอก หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ทั่วโลกไปประเทศต่าง ๆ โดยไม่แวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทย เช่น เดินทางระหว่างญี่ปุ่น-อเมริกา , แอฟริกา-ตะวันออกกลาง–ยุโรป เป็นต้น สำ หรับระยะการทำ งานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำงาน ระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract (คอนแท็ค) ระยะเวลาหนึ่งContract ไม่เท่ากัน อาจจะเป็น 6 เดือน, 8 เดือน, 12 เดือน หรือมากกว่าหนึ่งปี เมื่อหมด Contract แล้วสามารถพักผ่อนได้ประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงพักผ่อนนี้สามารถเปลี่ยนบริษัทเรือ หรืออบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มวิทยฐานะของตัวเอง หรือกลับเข้าไปทำงานที่เดิมได้

ข้อเสียของสายนอกคือ ไปทำงานเป็นระยะเวลานาน ๆ ห่างไกลครอบครัว เมื่อหมดสัญญาหรือหมด Contract แล้วถึงจะได้กลับบ้านมาหาครอบครัว

ข้อดีของสายนอกคือ ค่าตอบแทนสูง โอกาสสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเร็วได้ท่องเที่ยวและพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ของประเทศต่าง ๆ

- สายใน หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ไปประเทศในแถบใกล้เคียง และจะต้องแวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทยอยู่เป็นประจำ เช่น ไทย-สิงคโปร์ , ไทย-ฮ่องกงเป็นต้น สำหรับระยะการทำงานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำงานระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract เหมือนกับสายนอก

ข้อเสียของสายในคือ ค่าตอบแทนตํ่ากว่าสายนอก

ข้อดีของสายในคือ มีโอกาสอยู่ครอบครัวมากกว่าสายนอก

สำหรับสวัสดิการของชาวเรือ มีความจำ เป็นต้องดี ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับสภาวะการทำงานที่ต้องจากบ้านเป็นเวลานาน ทนต่อการตรากตรำ ในทะเล และต้องพบแรงกดดันจากวัฒนธรรมต่าง ๆ ภายในเรือ ซึ่งคนทำงานในเรือไม่ใช่มีเฉพาะคนไทย เรือลำ หนึ่งอาจต้องมีชาวเรือที่เป็นคนอินเดีย ,พม่า, ฟิลิปปินส์, จีน อื่น ๆ อีกมากมาย การกินอยู่ต่างกัน ภาษาต่างกัน ดังนั้นภาษาที่จะต้องสื่อสารในการทำงานพื้นฐานคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นคนเรือที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษดีย่อมมีค่าตอบแทน การทำงานดีกว่าคนที่พูดได้บ้าง เขียนได้นิดหน่อย นอกเหนือจากที่ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถและประสบการณ์การทำงาน

ข้อคิดก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือ (ฝากถึงชาวเรือทุกท่าน)

อาชีพคนประจำเรือหรือชาวเรือ เป็นสายงานอาชีพเฉพาะที่มีความพิเศษ สถานที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ จะอยู่ห่างไกลจากสายตาคนทั่วไป ดังนั้นคนส่วนมากจึงไม่ค่อยจะมีความรู้และความเข้าใจลักษณะการทำงานของชาวเรือ เพราะจะคุ้นเคยกับการทำ งานหรือใช้ชีวิตบนบกมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยมีความผูกพันกับครอบครัวมาก

การเดินทางบ่อย ๆ แต่ละครั้งเป็นเวลานานอาจจะทำ ให้เกิดความว้าเหว่และวิตกกังวลได้ง่าย ดังนั้นผูท้ ำ งานในเรือเป็นเวลานาน ๆ จึงต้องมีความ

อดทนสูง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการทำ งานในเรือมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคลื่นลมทะเล ความจำเจ วัฒนธรรมสังคมและภาษาที่หลากหลาย ระดับความรู้ความสามารถของคนประจำ เรือที่ต่างกัน ส่วนหนึ่งที่ทำ ให้วงการคนประจำ เรือยังขาดแคลนบุคลากรอยู่มากคือ เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่งก็จะผันตัวเองไปทำงานอื่น ๆ ที่อยูใ่ กล้ครอบครัว ค่าตอบแทนไม่มากทำ ให้คนประจำ เรือหรือชาวเรือยังมีความต้องการอีกมาก ถ้าไม่เลือกงานจนเกินไป

สิ่งที่ควรนำ มาพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือคือ

1.การเมาคลื่น ถือเป็นเรื่องปกติสำ หรับบางคนที่ลงเรือครั้งแรก ๆ แต่ก็มีทางหายหรือคุ้นเคยได้ ถ้ามีความอดทนเพียงพอและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นชาวเรือ
2.ภัยอันตราย การคมนาคมทางนํ้าจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการคมนาคมทางอื่น อันตรายแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ ในขณะปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพราะเรือในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีก้าวหน้าจึงทำ ให้มีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ได้กำ หนดมาตรการต่าง ๆ มาควบคุมดูแลด้านความปลอดภัยภายใต้อนุสัญญาต่าง ๆ หลายฉบับ รวมไปถึงมาตรฐานการฝึกอบรมชาวเรือด้วย ซึ่งทั่วโลกจะใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำ ให้มีความเชื่อมั่นได้ในด้านความปลอดภัย
3.ความรู้สึกว้าเหว่ เป็นความรู้สึกที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงสำหรับสังคมไทยซึ่งจะมีความผูกพันกับครอบครัวมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงรายได้ที่สูงกว่าอาชีพบนบกในแต่ละระดับเดียวกันประมาณ 2-3 เท่า และการที่มีโอกาสไปเยือนดินแดนของประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางที่เรือแวะเข้าจอดเทียบท่า ทำให้ได้เห็นโลกกว้างอันสวยงาม จึงเป็นอาชีพที่ท้าทาย การเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป จะสามารถมีเงินเหลือมากพอที่จะตั้งตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น หลังจากนั้นอาจเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นที่ชอบหรือมีความต้องการได้

แนวทางการประกอบอาชีพนักเดินเรือ

การศึกษาของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ มี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเดินเรือ และฝ่ายช่างกลเรือ

- ฝ่ายเดินเรือ (Deck Department)

ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ การเดินเรือ การเรือ กฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศ การบรรทุกและการจัดระวาง อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ การสื่อสารสากล การบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

- ฝ่ายช่างกลเรือ (Engine Department)

ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ภาษาต่างประเทศ เครื่องยนต์และเครื่องจักรกลเรือ การไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือและการทรงตัวของเรือ การโรงงานและการบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

เมื่อสำเร็จการศึกษา

ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ หลักสูตรปกติ 5 ปี

ฝ่ายเดินเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบูรพา : วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการเดินเรือ

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรนายประจำ เรือฝ่ายเดินเรือของเรือกลเดินทะเลขนาด 500 ตันกรอสหรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี

ฝ่ายช่างกลเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบูรพา : วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกลเรือ

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรรองต้นกลของเรือกลเดินทะเลขนาดกำ ลังขับเคลื่อน 3000 กิโลวัตต์หรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชย์นาวี

ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ หลักสูตรพิเศษ 3 ปี ฝ่ายช่างกลเรือ จะได้รับ :

• ประกาศนียบัตรจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

• มีสิทธิสมัครสอบเพื่อขอรับประกาศนียบัตรรองต้นกลของเรือกลเดินทะเลขนาดกำลังขับเคลื่อน 3000 กิโลวัตต์หรือมากกว่า ของกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชย์นาวี

• ขณะนี้ยังไม่ได้รับปริญญาตรี (ปัจจุบันศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีมีข้อตกลงความร่วมมือกับ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงพยายามดำเนินการให้ได้รับปริญญาของสถาบันในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)

ความก้าวหน้าในการทำงาน

ฝ่ายเดินเรือ จะทำงานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านการนำ เรือไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย การบรรทุก ขนส่ง ขนถ่ายสินค้าครบและตรงต่อเวลา ตำแหน่งสูงสุดคือ กัปตันเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน ตำแหน่งระดับผู้บริหารบ้าง)

ฝ่ายช่างกลเรือ จะทำ งานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านเครื่องยนต์กลไก ที่ใช้ขับเคลื่อนภายในเรือทั้งหมด ให้สามารถทำ งานทำงานได้ดีจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ตำ แหน่งสูงสุดคือ ต้นกลเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน, อู่ต่อเรือ,อู่ซ่อมเรือ ตำ แหน่งระดับผู้บริหารบ้าง)

การทำงานในเรือ ปริญญาตรีที่ได้รับไม่ใช่สิ่งสำคัญในการกำหนดเงินเดือนและการทำงานบนเรือที่สำคัญคือ ประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือ (ชาวเรือเรียกว่า “ตั๋ว”) ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดสอน เป็นหลักสูตรมาตรฐานสากลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ(IMOMODEL COURSE) ประกาศนียบัตรที่ได้รับสามารถทำ งานบนเรือได้ทุกประเทศทั่วโลก ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การทำงาน มีภาษาที่สองหรือสามหรือภาษาสากลที่ดี สิ่งที่ท่านจะได้รับคือค่าตอบแทนที่คุ้มค่าและสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ หลายเท่า ดังนั้น คู่แข่งที่แท้จริงคือ ตัวท่านเอง ที่บอกว่าสามารถทำ งานได้หรือไม่ คู่แข่งรองลงมาคือ ชาวต่างชาติที่มีภาษาสากลที่ดีกว่า คู่แข่งสุดท้ายคือ คนไทยด้วยกัน

หน่วยงานที่พร้อมรับเข้าทำงาน

สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการประกอบอาชีพชาวเรือ จัดเป็นอาชีพพิเศษเฉพาะอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งเมื่อสำ เร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์จากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีและได้รับประกาศนียบัตรจากกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวีแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพในกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเรือ เช่น

หน่วยงานราชการ (ตำแหน่งที่รองรับมีจำนวนจำกัด) กรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี,กรมศุลกากร,กรมประมง

หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (ตำแหน่งที่รองรับมีจำนวนจำกัด) การท่าเรือแห่งประเทศไทย,การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ส่วนงานที่เกี่ยวกับเรือ)

หน่วยงานบริษัทเอกชน (ตำแหน่งงานที่พร้อมรองรับมีจำนวนมาก) บริษัทเรือต่าง ๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศทั่วโลก (ทำงานในระดับนายประจำเรือ),บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินเรือ,บริษัทที่เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะนํ้ามันกลางทะเล, กิจการขุดแร่ในทะเล,อู่ต่อเรือและอู่ซ่อมเรือ (ทำ งานในระดับนายช่างกล),บริษัทอะไหล่เรือ (ทำ งานในระดับวิศวกร)

รายได้และสวัสดิการ (เมื่อสำเร็จการศึกษา)

รายได้ของคนประจำเรือเมื่อเทียบกับคนทำ งานบนบกที่มีความรู้เท่าเทียมกัน จะมีรายได้สูงกว่าอย่างน้อยสองถึงสามเท่า (20,000 – 40,000 บาท เมื่อเริ่มต้นทำ งานครั้งแรก) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายการเดินเรือ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

- สายนอก หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ทั่วโลกไปประเทศต่าง ๆ โดยไม่แวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทย เช่น เดินทางระหว่างญี่ปุ่น-อเมริกา , แอฟริกา-ตะวันออกกลาง–ยุโรป เป็นต้น สำ หรับระยะการทำ งานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำงาน ระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract (คอนแท็ค) ระยะเวลาหนึ่งContract ไม่เท่ากัน อาจจะเป็น 6 เดือน, 8 เดือน, 12 เดือน หรือมากกว่าหนึ่งปี เมื่อหมด Contract แล้วสามารถพักผ่อนได้ประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงพักผ่อนนี้สามารถเปลี่ยนบริษัทเรือ หรืออบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มวิทยฐานะของตัวเอง หรือกลับเข้าไปทำงานที่เดิมได้

ข้อเสียของสายนอกคือ ไปทำงานเป็นระยะเวลานาน ๆ ห่างไกลครอบครัว เมื่อหมดสัญญาหรือหมด Contract แล้วถึงจะได้กลับบ้านมาหาครอบครัว

ข้อดีของสายนอกคือ ค่าตอบแทนสูง โอกาสสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเร็วได้ท่องเที่ยวและพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ของประเทศต่าง ๆ

- สายใน หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ไปประเทศในแถบใกล้เคียง และจะต้องแวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทยอยู่เป็นประจำ เช่น ไทย-สิงคโปร์ , ไทย-ฮ่องกงเป็นต้น สำหรับระยะการทำงานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำงานระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract เหมือนกับสายนอก

ข้อเสียของสายในคือ ค่าตอบแทนตํ่ากว่าสายนอก

ข้อดีของสายในคือ มีโอกาสอยู่ครอบครัวมากกว่าสายนอก

สำหรับสวัสดิการของชาวเรือ มีความจำ เป็นต้องดี ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับสภาวะการทำงานที่ต้องจากบ้านเป็นเวลานาน ทนต่อการตรากตรำ ในทะเล และต้องพบแรงกดดันจากวัฒนธรรมต่าง ๆ ภายในเรือ ซึ่งคนทำงานในเรือไม่ใช่มีเฉพาะคนไทย เรือลำ หนึ่งอาจต้องมีชาวเรือที่เป็นคนอินเดีย ,พม่า, ฟิลิปปินส์, จีน อื่น ๆ อีกมากมาย การกินอยู่ต่างกัน ภาษาต่างกัน ดังนั้นภาษาที่จะต้องสื่อสารในการทำงานพื้นฐานคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นคนเรือที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษดีย่อมมีค่าตอบแทน การทำงานดีกว่าคนที่พูดได้บ้าง เขียนได้นิดหน่อย นอกเหนือจากที่ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถและประสบการณ์การทำงาน

ข้อคิดก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือ (ฝากถึงชาวเรือทุกท่าน)

อาชีพคนประจำเรือหรือชาวเรือ เป็นสายงานอาชีพเฉพาะที่มีความพิเศษ สถานที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ จะอยู่ห่างไกลจากสายตาคนทั่วไป ดังนั้นคนส่วนมากจึงไม่ค่อยจะมีความรู้และความเข้าใจลักษณะการทำงานของชาวเรือ เพราะจะคุ้นเคยกับการทำ งานหรือใช้ชีวิตบนบกมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยมีความผูกพันกับครอบครัวมาก

การเดินทางบ่อย ๆ แต่ละครั้งเป็นเวลานานอาจจะทำ ให้เกิดความว้าเหว่และวิตกกังวลได้ง่าย ดังนั้นผูท้ ำ งานในเรือเป็นเวลานาน ๆ จึงต้องมีความ

อดทนสูง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการทำ งานในเรือมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคลื่นลมทะเล ความจำเจ วัฒนธรรมสังคมและภาษาที่หลากหลาย ระดับความรู้ความสามารถของคนประจำ เรือที่ต่างกัน ส่วนหนึ่งที่ทำ ให้วงการคนประจำ เรือยังขาดแคลนบุคลากรอยู่มากคือ เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่งก็จะผันตัวเองไปทำงานอื่น ๆ ที่อยูใ่ กล้ครอบครัว ค่าตอบแทนไม่มากทำ ให้คนประจำ เรือหรือชาวเรือยังมีความต้องการอีกมาก ถ้าไม่เลือกงานจนเกินไป

สิ่งที่ควรนำ มาพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือคือ

1.การเมาคลื่น ถือเป็นเรื่องปกติสำ หรับบางคนที่ลงเรือครั้งแรก ๆ แต่ก็มีทางหายหรือคุ้นเคยได้ ถ้ามีความอดทนเพียงพอและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นชาวเรือ
2.ภัยอันตราย การคมนาคมทางนํ้าจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการคมนาคมทางอื่น อันตรายแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ ในขณะปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพราะเรือในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีก้าวหน้าจึงทำ ให้มีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ได้กำ หนดมาตรการต่าง ๆ มาควบคุมดูแลด้านความปลอดภัยภายใต้อนุสัญญาต่าง ๆ หลายฉบับ รวมไปถึงมาตรฐานการฝึกอบรมชาวเรือด้วย ซึ่งทั่วโลกจะใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำ ให้มีความเชื่อมั่นได้ในด้านความปลอดภัย
3.ความรู้สึกว้าเหว่ เป็นความรู้สึกที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงสำหรับสังคมไทยซึ่งจะมีความผูกพันกับครอบครัวมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงรายได้ที่สูงกว่าอาชีพบนบกในแต่ละระดับเดียวกันประมาณ 2-3 เท่า และการที่มีโอกาสไปเยือนดินแดนของประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางที่เรือแวะเข้าจอดเทียบท่า ทำให้ได้เห็นโลกกว้างอันสวยงาม จึงเป็นอาชีพที่ท้าทาย การเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป จะสามารถมีเงินเหลือมากพอที่จะตั้งตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น หลังจากนั้นอาจเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นที่ชอบหรือมีความต้องการได้

เทคนิคการเลือกคณะและจัดอันดับอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สอบ Entrance ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการเตรียมตัวดี คือ เตรียมความพร้อมในการสอบได้ดี การเตรียมตัว ที่ดีมิใช่การอ่านหนังสือมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงการรู้รอบ ได้แก่ การรู้ทุกเรื่องหรือ รู้เรื่องเกี่ยวกับการสอบ Entrance ให้มากที่สุดทุกแง่ทุกมุมแล้วศึกษาตนเองว่าเหมาะสมกับ แง่มุมใดแล้วเตรียมตัวในทิศทางนั้น บางคนเรียนได้คะแนนดี แต่สอบ Entrance ไม่ได้ บางคน เรียนได้คะแนนไม่ดี แต่สอบ Entrance ได้ เหตุผลก็คือเด็กเรียนดีมักประมาทตรงกันข้ามกับ เด็กเรียนไม่ดีแต่ขวนขวายที่จะหาเทคนิคและวิธีการในการหาความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มเติมให้ตนเอง อยู่เสมอ ในที่นี้จะนำเสนอเทคนิคการเลือกคณะและจัดอันดับซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในการ เตรียมตัวสอบ Entrance ดังต่อไปนี้

1. การพิจารณาแนวทางชีวิตของตนเอง นักเรียนต้องคิดไว้แล้วว่า นักเรียนจะต้องประกอบอาชีพใด และควรจะเรียนต่อในสาขา วิชาใด จึงจะตรงกับความถนัด ความสามารถและความสนใจของตนเอง และทดลองเลือกคณะที่ อยู่ในความสนใจของตนเอง

2.การพิจารณาข้อมูลที่จำเป็น เมื่อได้ทดสองเลือกคณะที่พอใจ10คณะแล้วนักเรียนจำเป็นที่จะต้องค้นหาข้อมูลที่ สำคัญของแต่ละคณะในเรื่องต่างๆ

3. เทคนิคการเลือกคณะและจัดอันดับที่มีประสิทธิภาพ การพิจารณาเลือกคณะต้องเลือกอย่างฉลาด คือ ต้องประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน ประหยัดสมอง และประหยัดเงิน (ลงทุนน้อยให้ได้ประโยชน์มากที่สุด) ซึ่งต้องพิจารณาในสิ่งต่างๆ ดังนี้

3.1 ทั้ง 4 คณะต้องสอบกลุ่มวิชาเดียวกัน ไม่ควรสอบหลายกลุ่มวิชา เพราะทำให้ เปลืองเวลา เปลืองเงิน เปลืองสมอง ได้ผลน้อย

3.2 ทั้ง 4 คณะต้องตรงกับคุณสมบัติของนักเรียน ไม่ควรเลือกเผื่อเอาไว้ เพราะหมายถึง การขาดความมั่นใจในตนเอง อันเป็นอุปสรรคสำคัญของการสอบ คือ คิดว่าสอบตกตั้งแต่ยังไม่ได้สอบแล้ว

3.3 ทั้ง 4 คณะนักเรียนต้องชอบจริง ไม่ควรเลือกตามเพื่อน คณะที่เพื่อนชอบ หมายถึง คณะที่เพื่อนอยากได้ คณะที่นักเรียนชอบ คือ คณะที่นักเรียนอยากได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

3.4 ทั้ง 4 คณะที่นักเรียนเลือก คะแนนนักเรียนต้องถึงเกณฑ์ตามคุณสมบัติของแต่ละคณะที่เขาตั้งไว้ คือ นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์ก่อน เมื่อผ่านเกณฑ์ก็มิได้หมายความว่า นักเรียน สอบได้ เพียงแต่ได้สิทธิ์สมัครเข้าคัดเลือกเท่านั้น ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตัดสินกันอีกครั้งจากคะแนนสูงสุดของผู้สมัคร

3.5 ทั้ง 4 คณะที่นักเรียนเลือกต้องมั่นใจว่าเรียนได้ จบได้ตามเวลาที่กำหนด ไม่ควรฝัน จะเลือกคณะที่มีคะแนนสูง เพราะความโก้เก๋ หรือเลือกเพราะไม่รู้ว่าจะเลือกคณะอะไรดี ซึ่งอาจสอบไม่ได้หรือสอบได้ แล้วสละสิทธิ์ไม่เรียน เป็นต้น

3.6 ที่สำคัญที่สุด คือ เลือกคณะที่นักเรียนมั่นใจว่าสอบได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางสถิติอ้างอิงว่านักเรียนจะสอบได้ ถ้าหากไม่มั่นใจไม่ควรเลือก

4. เลือกอย่างไรจึงจะสอบได้ นักเรียนที่ได้คะแนนดี แต่สอบไม่ได้เพราะเลือกไม่เป็นนั้นมีเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ใส่ใจ กับวิธีการ ในข้อนี้ให้มากจากข้อมูลที่รวบรวมมาจากข้อ 1 ถึงข้อ 3 นั้นให้นำมาใช้ ดังต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 ทดลองเลือกคณะที่นักเรียนชอบมา 10 คณะ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลง หรือปรับ มาจากข้อที่ 1
  • ขั้นที่ 2 ใส่คะแนนสูงต่ำ โดยหาค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงต่ำของคณะที่นักเรียนเลือกทั้ง 10 คณะ คะแนนสูงต่ำที่ใช้ควรใช้ปีสุดท้าย หรือนับ 5 ปีย้อนหลังก็จะดี
  • ขั้นที่ 3 หาค่าคะแนนตนเองจากการสอบ Entrance ที่ประกาศผลมาแล้ว หรือจะทดลองทำข้อสอบเก่า

โดยการพิจารณา ดังนี้

  1. เอาคณะที่นักเรียนชอบมากที่สุดไว้เป็นอันดับ 1
  2. อันดับที่ 2 ควรเป็นคะแนนรองลงมา
  3. ไม่ควรเลือกคณะที่คะแนนใกล้กันมาก ควรให้ทิ้งห่างอย่างน้อย 5-10 คะแนน
  4. ทั้ง 4 อันดับต้องแน่ใจว่า นักเรียนเต็มใจเรียน เรียนได้ดี และสามารถจบตามเวลา ที่กำหนด
  5. ทั้ง 4 คณะนี้ คะแนนต้องถึงเกณฑ์ที่กำหนดแต่ละคณะ ถ้าคณะใดคะแนนของนักเรียน ไม่ถึงเกณฑ์ให้ตัดทิ้ง
  6. ถ้าทั้ง 4 คณะ คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ทั้งหมดให้ปรึกษาอาจารย์แนะแนว ซึ่งมีวิธีเลือกคณะ แบบใหม่ที่ทำให้ผู้ได้คะแนนน้อยมีโอกาสสอบได้ เพราะคนได้คะแนนน้อยไม่ได้หมายความว่ามี ความรู้น้อย อาจารย์แนะแนวมีวิธีการที่จะตรวจสอบความสามารถและชี้แนะแนวทางการนำเอา ความรู้ที่แท้จริงมรใช้เลือกคณะแทนการใช้คะแนนเป็นตัวตัดสิน

5. ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรสอบข้ามสาย เช่น เรียนสายวิทย์ แต่ไปสอบสายศิลป์ หรือเรียนสายศิลป์ แต่ไป สอบสายวิทย์ เป็นต้น
  • ไม่ควรเลือกคณะปนกันทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ เพราะทำให้สอบวิชามากเกินไป
  • ไม่ควรเลือกคณะที่คะแนนนักเรียนไม่ถึงเกณฑ์ จะทำให้เสียเงินและเสียเวลาเปล่า ถ้าอยากเสี่ยงทดลองเลือกควรเสี่ยงเลือกเพียงคณะเดียว ไม่ควรเสี่ยงทั้ง 4 คณะ
  • ไม่ควรเลือกตาม เพื่อน พี่ พ่อ แม่ ญาติ หรือคนอื่น ควรเลือกตามข้อมูล ตามเหตุผล และเลือกที่ตรงกับความถนัด ความสามารถและความสนใจของนักเรียนอย่างแท้จริง
  • ไม่ควรยึดติดสถาบัน ควรดูคะแนนตัวนักเรียนเอง และเอาตัวนักเรียนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ เอาสถาบันเป็นตัวตั้ง
  • ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้ แต่ไม่ควรประมาท และต้องวางแผนให้ดีรัดกุมทุกเรื่อง ถ้าพลาดต้องคิดว่าเราวางแผนบกพร่องที่ใด ครั้งต่อไปต้องมั่นใจกว่าเดิม
  • ไม่ควรมุ่งไปที่มหาวิทยาลัยปิดอย่างเดียว ควรเตรียมแผน 2 ไว้ที่มหาวิทยาลัยเปิด แผน 3 ไว้ที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นบ้าง
  • ไม่ควรเลือกสาขาเดียว 4 อันดับ เช่น แพทย์ 4 อันดับ วิศวะ 4 อันดับ หรือสถาปัตย์ 4 อันดับ เป็นต้น เพราะเสี่ยงเกินไป
  • อย่าลืมปรึกษาอาจารย์แนะแนว เพราะท่านมีประสบการณ์ดีๆ หลายอย่างที่จะเสนอ แนะให้แนวทางที่ช่วยตัดสินใจได้ 

“การศึกษานอกระบบ”

                      การศึกษานอกระบบ  (Non-formal Education) เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและ หลากหลายรูปแบบ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุและสถานที่ โดยมุ่งหมายให้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพมนุษย์ มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน สื่อ การวัดผลและประเมินผล    ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ   

1. ประเภทความรู้พื้นฐานสายสามัญ  

2. ประเภทความรู้และทักษะอาชีพ  

3. ประเภทข้อมูลความรู้ทั่วไป

ประชุมวิชาการนานาชาติแล้วได้อะไร

ประชุมที่เชอราตัน  ยอร์กยาร์การ์ตาร์ อินโดนีเซีย

ประชุมวิชากร

การเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติที่โรงแรมเชอราตัน เมืองยอร์กยาการ์ตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อกลาง พย.2552 ทำให้ได้เรียนรู้การนำเสนอข้อมูลด้วยOral presentation เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ตนเองทราบว่า เราต้องพัฒนาศักยภาพในด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษอีกมากเพื่อสามารถใช้งานได้คล่องขึ้น ฝึกให้มีความกล้าแสดงความคิดเห็นและฝึกการฟังบทความวิชาการให้เข้าใจ นอกจากนั้นที่ได้เห็นจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น รับรู้ว่า โลกนี้ยังมีอีกมากมายที่เราควรต้องขวนขวายเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งยังได้ศึกษาวิถีชุมชนฉบับย่อ รู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือการเจรจาต่อรองในการซื้อขายสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้พบเหล่า ดร. นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เราประทับใจมากอย่างใกล้ชิด ได้เป็นต้นแบบปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย อ้อยังได้ภาพสวยๆมาเป็นที่ระลึกของการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ มันยอดมากเลย จะบอกให้