Search

Archive for the ‘การพยาบาล’ Category

สมุนไพรไทย

คนไทยเราเมื่อสมัยก่อนมีการเรียนรู้การใช้สมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ในหมู่บ้านกันสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพราะในอดีต ประเทศไทยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากและและสมุนไพรก็มีมากในอดีต จึงถือว่าเป้นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาความรู้และนำไปใช้ประโยชน์

กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้าใช้ทำยาได้ทั้งดิบ และสุก มีประโยชน์มากมายมหาศาล อย่างเช่น กล้วยดิบมีสารฝาดสมาน (Astringent) จึงช่วยในการสมานรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะ ลำไส้ โดยกินครั้งละครึ่งผลหรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง และยังช่วยรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย

กระชาย ตามตำราถือว่ากระชายเป็นยาอายุวัฒนะชั้นหนึ่ง เป็นยาเจริญอาหารและบำรุงธาตุทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส ชะลอความแก่ แก้ใจสั่น แก้วิงเวียน แน่นหน้าอก แก้แผลในปาก แก้ฝีอักเสบ แก้กลากเกลื้อน

กระเทียม กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณ คือ ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด แก้อาการท้องอืด และแน่นจุกเสียด โดยให้รับประทานกระเทียมดิบๆ ครั้งละประมาณ 5-7 กลีบหลังอาหาร

ขมิ้นชัน ขมิ้นชันนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศกันมานานแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาได้อีกด้วย เช่น เป็นยาลดกรด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลม อาหารไม่ย่อย แก้โรคกระเพาะ แก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง

ขิง ขิงเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ประโยชน์ของขิงคือช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล โดยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารในลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ ช่วยลดอาการอยากเสพยาของคนติดยาเสพติดได้ บรรเทาปวด ลดไข้ ลดอาการเวียนศีระษะ

ตำลึง ตำลึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารสูง ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

ตะไคร้ ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน เฝื่อน และขมเล็กน้อย นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารทุกส่วนของตะไคร้ สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ และแก้อหิวาตกโรค

กระดุมทอง เป็นไม้ล้มลุกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน หรือตามบ้านเรือนที่ปลูกอาศัยอยู่ เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย ใบจะสากมีสีเขียวเข้ม ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีสีเหลือง ตามแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ได้ให้การยอมรับต้นกระดุมทองนี้มากนัก แต่ทางแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนจีนนั้น ถือได้ว่าต้นกระดุมทองนี้มีสรรพคุณทางยาที่สามารถช่วยรักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจและความดันได้เป็นอย่างดี

มะระขี้นก มะระขี้นกเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีรสขม มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ

บัวบก บัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลายทั้งแก้อาการช้ำใน ลดความดันโลหิต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากการถูกงูกัด

การให้เซรุ่มแก้พิษงู (antivenom)

Q เซรุ่มแก้พิษงูและแหล่งผลิต
A ปัจจุบันมีเซรุ่มแก้พิษงูในประเทศไทยแบบ monovalent antivenom รวม 7 ชนิดซึ่งผลิตจาก สถานเสาวภา โดย 3 ชนิดมีผลิตทั้งจากสถานเสาวภาและองค์การเภสัชกรรม (#)

¾ งูเห่าไทย (Cobra, Naja kaouthia) #

¾งูจงอาง (King cobra, Ophiophagus hunnah)

¾งูสามเหลี่ยม (Banded krait, Bungarus fasciatus)

¾งูทับสมิงคลา (Malayan krait, Bungarus candidus)

¾งูแมวเซา (Russellžs viper, Daboia russelli) #

¾งูกะปะ (Malayan pit viper, Calloselasma rhodostoma) #

¾งูเขียวหางไหม้ (Green pit viper, Trimeresurus spp.) 

เซรุ่มแก้พิษงูที่ผลิตจากสถานเสาวภา เป็นชนิดผงบรรจุขวด ก่อนใช้ต้องละลายด้วยน้ำกลั่น 10 มล. ต่อ 1 ขวด เซรุ่มแก้พิษงูที่ผลิตจากองค์การเภสัชกรรมคือ งูกะปะ งูเห่า และงูแมวเซา เป็นชนิดน้ำ ขวดละ 10 มล.

ในอนาคต สถานเสาวภาจะผลิตเซรุ่มแก้พิษงู ชนิด specific polyvalent antivenom (ไม่ใช่ mixed monovalent antivenom โดยนำเซรุ่มชนิด monovalent มาผสมกัน) ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถบอกชนิดของงูพิษได้ อาจสามารถใช้ในขนาดที่ต่ำกว่าและราคาถูกกว่า โดยที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับชนิด monovalent antivenom.

Q ข้อบ่งชี้การให้เซรุ่ม เป็นอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องให้เซรุ่มแก้พิษงูแก่ผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัดทุกราย พิจารณาให้เฉพาะในรายที่ผู้ป่วยมีอาการ systemic ซึ่งบ่งว่าพิษงูเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีข้อสังเกตดังนี้
-  สำหรับงูที่มีพิษต่อระบบประสาท ให้เมื่อมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเริ่มแรกคือหนังตาตก (ptosis). 
-  สำหรับงูที่มีพิษต่อระบบเลือด ให้เมื่อมีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือ VCT นานกว่า 20 นาที. 
-  ภาวะไตวายเฉียบพลัน ในรายที่ถูกงูแมวเซากัด. 
-  สำหรับงูทะเลกัด ควรให้เซรุ่มแก้พิษงูทุกราย แต่ขณะนี้ในประเทศไทยยังผลิตเซรุ่มแก้พิษงูทะเลไม่ได้. 

Q ปริมาณเซรุ่มที่ใช้เป็นอย่างไร
A ขึ้นอยู่กับชนิดของงูพิษ และความรุนแรงของอาการ ขนาดที่ใช้จะเท่ากันทั้งในผู้ป่วยผู้ใหญ่และผู้ป่วยเด็ก. 

Q วิธีบริหารเซรุ่มทำอย่างไร
A การให้เพื่อทดสอบว่าผู้ป่วยจะแพ้เซรุ่มหรือไม่ ผสมเซรุ่มในน้ำเกลือนอร์มัลหรือ 5%D/NSS/2 ให้    เป็น 100-200 มล. ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย และความต้องการสารน้ำ ช่วงแรกให้หยดเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ เพื่อสังเกตอาการข้างเคียงที่เกิดจากการแพ้เซรุ่ม หากไม่มีอาการอะไรก็สามารถให้เร็วขึ้นให้หมดภายใน 30 นาที-1 ชั่วโมง แล้วจึงตามเซรุ่มขนาดรักษาต่อไป. 

Q การป้องกันปฏิกิริยาต่อเซรุ่มแก้พิษงู
- การทดสอบปฏิกิริยาต่อเซรุ่มแก้พิษงูอาจไม่จำเป็นต้องทำเนื่องจากขณะนี้ได้มีการพัฒนาการเตรียมได้เซรุ่มแก้พิษงูที่มีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูง และการทดสอบทางผิวหนัง (skin test) เพื่อทำนายว่าผู้ป่วยจะแพ้เซรุ่มหรือไม่นั้น ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจริงภายหลังให้เซรุ่ม เนื่องจากเป็นปฏิกิริยา anaphylactoid จากการกระตุ้นคอมพลีเมนท์ ไม่ใช่เกิดจาก IgE.  

- ต้องเตรียมยาแก้แพ้เซรุ่มแก้พิษงูไว้ก่อนเสมอ โดยใช้ adrenalin 1:1,000 ขนาด 0.5 มล. สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 0.01 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. สำหรับเด็ก ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือเข้ากล้ามเนื้อ เมื่อเกิดปฏิกิริยาแพ้เซรุ่ม นอกจากนี้ อาจให้ยาต้านฮีสตามีนร่วมด้วย.

- การให้ยาต้านฮีสตามีนหรือคอร์ติโคสตีรอยด์ก่อนการให้เซรุ่มแก้พิษงู ไม่สามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาแพ้เซรุ่มได้.
  

 

การรักษาเฉพาะกลุ่มของงูพิษ

   Q งูที่มีพิษต่อระบบประสาทรักษาอย่างไร
   A 1. การช่วยการหายใจ
เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการติดตามอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างใกล้ชิด และตรวจ peak flow เป็นระยะๆ ทุก 1 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมการใส่ท่อช่วยหายใจและการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในกรณีที่ไม่พร้อม หรือไม่มีเครื่องช่วยหายใจ สามารถใช้ Ambu mask with bag บีบช่วยหายใจระหว่างการส่งต่อผู้ป่วย.
ข้อบ่งชี้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ
- ผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการกลืนลำบากต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันการสำลัก. 

- ผู้ป่วยที่มีหนังตาตก palpebral fissure น้อยกว่า 0.5 ซม. 

- มีอาการกล้ามเนื้อการหายใจอ่อนแรง ได้แก่ respiratory paradox, respiratory alternans, หยุดหายใจ ต้องได้รับการช่วยหายใจโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ.

- peak flow ต่ำกว่า 200 ลิตรต่อนาที. 

          2. การให้เซรุ่มแก้พิษงู
การให้เซรุ่มมีประโยชน์ลดเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะหายใจ ล้มเหลว ข้อบ่งชี้ในการให้เซรุ่มแก้พิษงู คือ การมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มตั้งแต่หนังตาตก ไม่ต้องรอให้มีภาวะหายใจล้มเหลว.
- ขนาดที่ใช้ คือ 100 มล. (10 vials) สำหรับงูเห่า และ 50-100 มล. สำหรับงูจงอาง งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา. 

- การติดตามผู้ป่วย อาจไม่ต้องให้เซรุ่มแก้พิษงูซ้ำถ้าผู้ป่วยสบายขึ้น กลืนน้ำลายได้ ขยับแขนขาได้ หายใจได้เอง ต้องติดตามและสังเกตอาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และการหายใจเป็นระยะๆ หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้เซรุ่มซ้ำได้ ระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ประมาณ 10-12 ชั่วโมง ในกรณีไม่มีเซรุ่มเลยให้ใช้เครื่องช่วยหายใจไปจนกว่าผู้ป่วยสามารถหายใจได้เอง. 

- ในกรณีที่ถูกงูเห่าพ่นพิษใส่ตา ให้ล้างตาทันทีด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เพื่อชำระเอาพิษงูออกให้หมด ไม่จำเป็นต้องให้เซรุ่มแก้พิษงู ให้การรักษาเช่นเดียวกับ corneal abrasion จากสารเคมี หากมีอาการบวม ควรหยอดด้วยสารละลาย adrenalin 1 : 10,000.

 
Q งูที่มีพิษต่อระบบเลือด ควรรักษาอย่างไร
ระมัดระวังภาวะเสี่ยงต่อเลือดออก (bleeding precaution) และพิจารณาให้การรักษาดังนี้
1 ข้อบ่งชี้ในการให้เซรุ่มแก้พิษงู คือ 
- มีภาวะเลือดออกผิดปกติ.
- VCT นานกว่า 20 นาที หรือ 20 WBCT.
- จำนวนเกล็ดเลือด ต่ำกว่า 10 x109ต่อลิตร.

2. ขนาดของเซรุ่มแก้พิษงูที่ใช้ คือ 30 มล. สำหรับความรุนแรงปานกลาง (moderate) และ 50 มล. สำหรับความรุนแรงมาก (severe). 

3. การติดตามผู้ป่วย ติดตามภาวะเลือดออก และ VCT ทุก 6 ชั่วโมง หากยังมีภาวะเลือดออกหรือ VCT ยังผิดปกติ สามารถให้เซรุ่มแก้พิษงูซ้ำได้อีกจน VCT ปกติ หลังจากนั้นควรทำ VCT ซ้ำอีกประมาณ 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก เนื่องจากบางรายอาจพบว่า VCT กลับมาผิดปกติได้อีก เกิดจากพิษงูยังคงถูกดูดซึมจากตำแหน่งที่งูกัดเข้าสู่กระแสเลือดอีกจำเป็นต้องให้เซรุ่มแก้พิษงูซ้ำ.

4. ในผู้ป่วยที่ถูกงูแมวเซากัด ติดตามการตรวจวัดปริมาณปัสสาวะทุก 6 ชั่วโมง และอาจพิจารณา         ทำ hemodialysis เมื่อมีข้อบ่งชี้ ได้แก่
- มีลักษณะทางคลินิกของภาวะยูรีเมีย (uremia).  
- ภาวะสารน้ำเกิน (fluid overload). 
- ผลการตรวจเลือดผิดปกติ อย่างน้อย 1 อย่าง ต่อไปนี้
- creatinine สูงกว่า 10 มก./ดล. 
- BUN สูงกว่า 100 มก./ดล. 
- potassium สูงกว่า 7 mEq/ลิตร. 
- symptomatic acidosis. 

5. การให้ส่วนประกอบของเลือดทดแทนสำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออกผิดปกติ โดยทั่วไปไม่จำเป็น การให้เซรุ่มแก้พิษงูได้ผลดีมาก สามารถทำให้เลือดแข็งตัวและเลือดหยุดได้ แต่ในบางรายที่มีเลือดออกรุนแรงหรือเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ เช่น ในกะโหลกศีรษะ หรือภาวะที่คุกคามต่อชีวิต อาจจำเป็นต้องให้ส่วนประกอบของเลือดทดแทน ร่วมกับการให้เซรุ่มแก้พิษงู ในกรณีนี้ควรต้องส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาในโรงพยาบาลที่สามารถเตรียมส่วนประกอบของเลือดได้. 

ส่วนประกอบของเลือดที่ควรใช้ ได้แก่ 
- เกล็ดเลือดเข้มข้น (platelet concentrate) ในรายที่มีเกล็ดเลือดต่ำ โดยให้ขนาด 1 ยูนิตต่อ      น้ำหนักตัว 10 กก. 

- cryoprecipitate เพื่อเพิ่มระดับไฟบริโนเจน โดยให้ครั้งละ 10-15 ถุง หากไม่มี cryoprecipitate อาจให้ fresh frozen plasma ครั้งละ 15 มล./ น้ำหนักตัว 1 กก. 

- หากมีการสูญเสียเลือดมาก อาจจำเป็นต้องให้ packed red cell ทดแทนด้วย หากผู้ป่วยซีด.

      งูทะเล
     เนื่องจากในประเทศไทย ยังไม่มีเซรุ่มแก้พิษงู สำหรับงูทะเล การรักษาที่สำคัญคือการรักษาภาวะrhabdomyolysis, ไตวายเฉียบพลันและภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง พิจารณาทำ hemodialysis เมื่อมีข้อบ่งชี้.

    Q การรักษาอื่นๆ ทั่วไปสำหรับผู้ป่วยงูกัด ทำได้อย่างไร
A 1. ให้ผู้ป่วยพัก และเคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด การยกแขนหรือขาให้สูงขึ้นจะทำ ให้อาการบวมยุบลงเร็วและปวดน้อยลง.

2.  ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการบวมมาก.

3. ควรมี flow sheet ในการติดตามอาการของผู้ป่วย.

4. การดูแลรักษาแผล
- ทำความสะอาดแผล. 

- กรณีงูเห่าหรืองูจงอางกัด ควรทำ early   debridement บริเวณที่มีเนื้อตาย ก่อนที่จะลุกลามเป็น บริเวณกว้าง อาจต้องพิจารณาทำ skin graft ถ้าจำเป็น.

- กรณีงูกะปะหรืองูเขียวหางไหม้กัด หากผิวหนังพองเป็นถุงน้ำ ไม่ควรดูดน้ำ เจาะถุงน้ำ หรือตัดเอาผิวหนังออก เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ยกเว้นถุงน้ำมีขนาดใหญ่ ปวดมาก หรืออาจกดทับทำให้เกิดการขาดเลือด เช่น ปลายนิ้ว ควรใช้เข็มเบอร์ 22-24 G ดูดเอาน้ำในถุงน้ำออกด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ และควรแก้ไขให้ VCT ปกติเสียก่อนในรายที่มีเนื้อตายลุกลาม อาจต้องพิจารณาทำ skin graft.

- ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะแบบป้องกัน (prophylactic antibiotics) เนื่องจากมีหลักฐาน ว่าอุบัติการณ์ของการติดเชื้อของแผลไม่แตกต่างกับผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ควรพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ ตามสภาพของแผล ในกรณีที่แผลค่อนข้างสกปรก หรือถูก manipulate มาก่อน เช่น เอาปากดูดพิษออก เอาดินหรือสมุนไพรพอกแผล หรือกรีดแผลมาก่อน หรือเมื่อมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่แผลชัดเจน ยาปฏิชีวนะที่ให้ ควรครอบคลุมทั้งเชื้อที่เป็นกรัมบวก กรัมลบ และ anaerobe. 

- การป้องกันบาดทะยัก ควรให้แก่ผู้ป่วยทุกราย ตามลักษณะของบาดแผลและประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน แต่ควรระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ไม่ต้องรีบให้ทันที ควรให้เมื่อ VCT ปกติหรือแก้ไขให้ VCT ปกติแล้ว นอกจากนี้หากแผลสกปรกมาก ควรพิจารณาให้ tetanus antitoxin ด้วย. 

4.  ยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอล ในรายที่ปวดมากอาจใช้อนุพันธ์ของมอร์ฟีนได้ แต่ไม่ควรให้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางแก่ผู้ป่วยที่ถูกงูที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด และห้ามให้ ASA แก่ผู้ป่วยที่ถูกงูที่มีพิษต่อระบบเลือดกัด.

5. ผู้ป่วยที่ถูกงูกะปะกัด ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ compartment syndrome แต่พบได้น้อย ประมาณร้อยละ 1 เท่านั้น มักพบใน     ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก เกิดจากมีการบวมมากร่วมกับมีเลือดออกเข้าไปใน compartment ของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดการกดทับหลอดเลือดแดง ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงส่วนปลาย อาการที่สำคัญ คือ ปวดมาก ชา คลำชีพจรได้ลดลง ผิวหนังเย็น com-partment ตึงมาก การรักษา คือ การทำ fasciotomy แต่ทั้งนี้ต้องแก้ไขให้ VCT ปกติก่อน. 

6. การรักษาตามอาการและประคับประคอง อื่นๆ ตามความจำเป็น.

 

เตือนใจ…เมื่อใช้ยา

ในชีวิตประจำวันเมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถหายาทานเอง หรือกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ เราจำเป็นต้องพึ่งยาที่มีติดบ้านไว้ประจำ เพื่อรักษา หรือบรรเทาอาการก่อนไปพบแพทย์ ยาพื้นฐานที่ทุกครอบครัวมักมีไว้ติดบ้านประจำเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น พาราเซตามอล คลอร์เฟนิรามีน ยาแก้ไอน้ำดำ เป็นต้น ท่านทราบข้อบ่งใช้ วิธีใช้ และข้อควรระวังของยาเหล่านี้หรือไม่ และยาเหล่านี้บางตัวแม้ว่าจะมีประโยชน์อย่างมากและมีความปลอดภัยสูง แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง ก็อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน

พาราเซตามอล เป็นยาลดไข้แก้ปวดที่ใช้แพร่หลายกันมากที่สุด ใช้ลดไข้และแก้ปวด เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น ยาตัวนี้ถือว่ามีความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารเหมือนแอสไพริน ยาชนิดนี้มีขายอยู่ในท้องตลาดทั้งชนิดเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ และชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก ในผู้ใหญ่แนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม 1 – 2 เม็ด ทุก ๆ 4 – 6 ชั่วโมง แต่ไม่ความกินยาเกิน 8 เม็ดต่อวัน สำหรับเด็ก เนื่องจากยาที่มีจำหน่ายมีหลายขนาดตามอายุ จึงควรใช้ยาตามขนาดที่แจ้งอยู่ในฉลากยา แต่ทั้งนี้ขนาดที่แนะนำใช้ในเด็กจะเป็น 10 – 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจในขนาดยาที่ใช้ หรือเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ก็ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา และหากใช้ยานี้แล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือไข้ไม่ลดก็ควรพบแพทย์

ข้อควรระวัง : ถ้าใช้ยาเกินขนาดมากๆ เช่น 20 เม็ด ก็จะเป็นพิษต่อตับ หรือตับวาย ถึงตายได้เช่นกัน

คลอร์เฟนิรามีน เป็นยาที่จัดได้ว่าสารพัดประโยชน์ และราคาค่อนข้างถูก ใช้ลดน้ำมูกใส ๆ และบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ หรืออาการคัน มีจำหน่ายทั้งชนิดเม็ด และชนิดน้ำ รับประทานตามขนาดที่ระบุไว้ โดยปกติครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 – 3 ครั้ง

ข้อควรระวัง : ยานี้มักทำให้ง่วงนอน มึนงง หากต้องขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อาจมีอาการปากคอแห้ง ใจสั่น อาจทำให้เสมหะเหนียว ขับออกยาก จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการไอมีเสมหะร่วมด้วย

ยาแก้ไอน้ำดำ เป็นยาอีกตัวหนึ่งที่นิยมกันมาก และมีราคาถูก ใช้รักษาอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ การรับประทานยานี้ที่ถูกต้อง ควรรับประทานตามเวลาที่กำหนด คือวันละ 3 – 4 ครั้ง แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักนิยมจิบบ่อย ๆ เวลาไอ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากได้รับทิงเจอร์ ฝิ่นมากเกินไป อาจทำให้ง่วง มึนงง คลื่นไส้ ท้องผูก ยานี้ยังห้ามใช้ในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และในคนที่ไอมีเสมหะเหนียวหรือไอจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จะทำเสมหะเหนียว อุดตันทางเดินหายใจเป็นอันตรายได้

วิธีระงับอาการไอที่ดีที่สุด คือ

  • การดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
  • การใช้ยาอม เช่น ยาอมมะแว้ง สามารถช่วยลดอาการไอได้ ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ขับลม แก้ท้องอืด แก้ปวดท้องเนื่องจากมีลมในกระเพาะอาหาร เป็นยาที่มีความปลอดภัย มีทั้งชนิดน้ำ เช่น ยาธาตุน้ำแดง และชนิดเม็ด เช่น ยาเม็ดโซดามินต์ นอกจากนี้ น้ำขิง (ขิงแก่ต้มน้ำตาล) ก็สามารถแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้

รู้ถึงสรรพคุณและข้อควรระวังในการใช้ยาเหล่านี้กันแล้ว ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังการใช้ให้มากขึ้น ใช้ยาให้ถูกโรค ถูกเวลา และถูกขนาด แต่ถ้าหากใช้ยาถูกต้องตามนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

12 ข้อที่คุณต้องรู้ก่อนใช้ยา

12 ข้อที่คุณต้องรู้ก่อนใช้ยา

บางคนมองว่าการกินยาเป็นเรื่องเล็ก กินออกจะบ่อย แล้วการกินนั้นคุณแน่ใจหรือเปล่าคะว่า กินได้ถูกต้องแล้ว และรู้ไหมว่าหากคุณกินยาผิดวิธี ผิดขนาด อาจทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร เช่น หากยาชนิดนั้นกำหนดว่าให้กินหลังอาหาร แต่ถ้าไปกินก่อนอาหารผลที่ได้ก็ต่างกัน หนำซ้ำอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

  1. ก่อนการสั่งยาจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง คุณควรแจ้งประวัติในการแพ้ยา และโรคประจำตัวอย่างละเอียด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับ ไต เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เกี่ยวกับการกำจัด และขับของเสียออกจากร่างกาย และควรสอบถามชื่อยาทางการค้า และชื่อยาสามัญจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
  2. ยาที่คุณต้องใช้บ่อยๆ ควรศึกษาเกี่ยวกับขนาดที่ใช้ และอาการข้างเคียงด้วย โดยอาจสอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร
  3. ควรกินยาหรือใช้ยาตามที่กำหนด เพราะยาบางอย่างมีวิธีใช้เฉพาะ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดี และมีสรรพคุณตามต้องการ เช่น ยาผงแห้ง ยาแก้อักเสบสำหรับเด็ก หากนำไปผสมกับน้ำร้อนจะทำให้เสื่อมสภาพได้
  4. เมื่ออาการดีขึ้นหรือกลับเป็นหนักกว่าเก่า คุณไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง เพราะยาบางชนิดหากมีการเพิ่มยาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดผลเสียที่รุนแรง เช่น ยาโรคหัวใจ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น
  5. ไม่ควรใช้ยาร่วมกัน เพราะยาที่แพทย์ หรือเภสัชกรจ่ายให้นั้นจะต้องมีการพิจารณาแล้วว่าเหมาะกับโรค หรืออาการของผู้ป่วยแต่ละราย ยกเว้นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ร่วมกันได้
  6. ยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง และต้องกินติดต่อกันควรมีติดตัวไว้ตลอด โดยเฉพาะเวลาเดินทาง เพราะยาบางชนิดถ้าหยุดอย่างกะทันหันอาจทำให้อาการกำเริบ เป็นอันตรายได้
  7. ควรอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนการใช้ยา และไม่ควรอ่านฉลาดยาในที่มืดเพราะอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน และกินยาผิดพลาดได้
  8. ไม่ควรกินยาร่วมกับชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้ยามีผลการรักษาลดลง
  9. ไม่ควรดื่มนมร่วมกับยาระบาย เพราะอาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และท้องเสียได้
  10. หากกินยาแล้วมีอาการไข้ ผื่นแดงคัน ลมพิษ บวมเนื้อเยื่ออ่อน บวมแดง แสบ อาเจียน หอบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหัวรุนแรง ควรหยุดยา และไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการแพ้ยา และนำยาที่มีอาการแพ้ไปแสดงให้แพทย์ทราบ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง และรวดเร็ว

การใช้ยาถูกวิธีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากมองข้ามอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ ฉะนั้นศึกษา 12 ข้อที่เราแนะนำนี้แล้วนำไปใช้ จะได้สุขภาพดี และปลอดภัยจากการใช้ยา

ที่มา : นพ.ยอดพิริยะ เอี่ยมคงเอก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

การใช้ยาถูกวิธี

การรับประทานยา

ยารับประทาน เป็นรูปแบบยาที่ใช้รักษาโรคอย่างกว้างขวางที่สุด เนื่องจากวิธีใช้ยาที่ง่ายสะดวกอย่างมาก โดยทั่วไปการรับประทานยาขณะที่ท้อง (กระเพาะลำไส้) ว่างจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้มากที่สุด แต่ยาบางชนิดอาจถูกกำหนดให้รับประทานในเวลาแตกต่างออกไป ด้วยเหตุผลที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ยาในกลุ่มเตตร้าซัยคลิน มักต้องรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารทันทีเพื่อลดอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบบ่อย

วิธีรับประทานยามีหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. ยาก่อนอาหาร : ให้รับประทานก่อนอาหาร (รวมทั้งนม ขนม ฯลฯ) 30-60 นาที
  2. ยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที : ให้รับประทานอาหารครึ่งหนึ่งแล้วรับประทานยา แล้วจึงรับประทานอาหารต่อจนอิ่มหรือรับประทานอาหารคำสุดท้ายแล้วรับประทานยาทันที
  3. ยาหลังอาหาร : ให้รับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที
  4. ยาระหว่างมื้ออาหาร : ให้รับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง โดยถ้าเลือกรับประทานยาเป็นก่อนอาหาร (หรือหลังอาหาร) แล้วครั้งต่อไปก็ต้องรับประทานก่อนอาหาร (หรือหลังอาหาร) ทุกครั้งของการรักษาคราวนั้นๆ
  5. ยาก่อนนอน : รับประทานก่อนเข้านอน 15-30 นาที
  6. ยาตามอาการต่าง : เช่น รับประทาน 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลาปวด หมายความว่า รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด ถ้าต่อมามีอาการปวดอีกแต่ยังไม่ถึง 4-6 ชั่วโมง ยังไม่ควรรับประทานยานั้นซ้ำอีก เพราะอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้ ต้องรอให้ครบอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จึงจะรับประทานยาครั้งต่อไปได้

หมายเหตุ:

การลืมรับประทานยาครั้งหนึ่ง ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเสีย อย่าเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า ในมื้อต่อไปเป็นอันขาด