Archive for the ‘อาหาร ท่องเที่ยว กีฬา’ Category
เพลงฉ่อย
ในบรรดาครูเพลงที่ผมคุ้นเคย และได้ไปพบไปสัมผัสมีหลายท่าน ผมยอมรับว่า ลุงบท วงษ์สุวรรณ แห่งบ้านหนองทราย อำเภอหนองหญ้าไซนักเพลงรุ่นป้าอ้น ร้องเพลงฉ่อยได้เพราะมาก เสียงใสกังวานแต่ท่านไม่ค่อยยอมร้องให้ฟัง อ้างว่าเสียงไม่ดี เลิกเล่นไปนานแล้ว จำเนื้อเพลงไม่ค่อยได้ อีกท่านหนึ่งคือ ป้าทรัพย์ อุบล (เสียชีวิตปี 2550) เป็นนักเพลงรุ่นราวคราวเดียวกับแม่บัวผัน จันทร์ศรี (ศิลปินแห่งชาติ) ท่านเป็นครูเพลงที่ร้องเพลงฉ่อยได้เพราะมาก วันที่ผมได้ไปฝึกหัดเพลงฉ่อยกับท่านแม้ว่าจะเป็นระยะสั้นๆ ไม่กี่ครั้งแต่ยังจำวิธีการร้องเพลงฉ่อยของป้าได้ดี ป้าทรัพย์ อุบล จะขึ้นต้นเพลงฉ่อยว่า
เอ… พอได้มาประสบ แล้วก็พบหน้า ถามว่าพี่แกมา มากับใคร (ซ้ำ)
พี่จะมาหาน้อง กันหรือที่บ้านี้ หรือจะมาหาที่ ก็ว่าบ้านไหน
หากไม่พูดไม่จา ทำท่าวางเฉย ขอเชิญคุณพี่นั้นเลย เลยไป
(ลูกคู่ร้องรับ) เอ่ชา ช้าชา ชะฉ่า ชา หน่อยแม่
ครูเพลงอีกท่านที่ผมมักจะแวะเวียนไปหา ต่อเพลงกันอยู่บ่อย ๆ คือน้าถุง พลายละหาร บ้านดอนยาว อำเภอดอนเจดีย์ ไม่ห่างจากบ้านของผมมากนัก น้าถุงเป็นลูกศิษย์ครูเคลิ้ม ปักษี (ครูเพลงดั้งเดิมของชาวสุพรรณบุรี) อยู่บ้านดอนเจดีย์ ครูเคลิ้มมีชื่อเสียงดังมาก น้าถุงจะเป็นศิษย์คนท้าย ๆ เพราะว่า ลุงเคลิ้มเสียชีวิตไปแล้ว (ประมาณ ปี พ.ศ. 2524) น้าถุงเป็นนักเพลงที่ร้องโดยไม่ต้องมีเครื่องให้จังหวะ ถ้าจะทำจังหวะ ให้ปรบมือก็พอหรือจะมีกรับผสมนิดหน่อยก็ได้ แต่ถ้าทำจังหวะกลองให้ แกร้องไม่ได้ เพราะว่าไม่เคย สมัยก่อนเขาร้องกันสด ๆ ไม่มีเครื่องดนตรี เครื่องไฟเครื่องขยายเสียงก็ไม่มี สมัยนั้นการแต่งตัวก็แต่งกันแบบไปทำบุญที่วัด ไม้ได้นุ่งโจงกระเบน ไม่มีชุดการแสดงอย่างเดี๋ยวนี้ในเรื่องของเพลงฉ่อยหาตัวจับยาก (เพลงฉ่อยร้องช้ากว่าเพลงอีแซว) แล้วท่ายืนของนาถุงจะงอเข่าเล็กน้อย เรียกว่าย่อตัวลง มือแกไม่แอ่น แขนก็ไม่อ่อน (น้าถุงจึงไม่รำทำท่าทางเอา)ผมมีภาพที่ร่วมเล่นเพลงฉ่อยกันน้าเขาด้วย นานมาแล้วจะค้นหามาประกอบเรื่องราวนี้กลอนเพลงฉ่อยที่น้าถุงร้อง ท่านนำเอาบทสอนหญิงมาว่า
เอ้…เกิดมาเป็นสตรี รักศรีสงวนศักดิ์ อย่าระเริงความรัก พาเหลวไหล
เมื่อแม่สายสมร จะไปนอนเรือนเขา มันไม่เหมือนเรือนเรา อันตราย (ซ้ำ)
อันข้อครหา จะพาเกิดเหตุ ใครเขาเฝ้าสังเกต จะเป็นภัย
(ลูกคู่ร้องรับ) เอ่ชา เอ้ช้า ชา ฉ่า ชาท หน่อยแม่
อีกท่านหนึ่งที่ผมไปฝึกหัดเพลงฉ่อยคือ น้าปาน เสือสกุล บ้านอยู่อำเภอดอนเจดีย์ เป็นนักเพลงรุ่นหลังป้าอ้นหลายปี ปัจจุบันน้าปานอายุราว 70 ปี (อาจจะกว่าเล็กน้อย) ยังแข็งแรงเดินไปไหนมาไหนได้เอง น้าปานหัดเล่นเพลงมาจากครูเคลิ้มและป้าทรัพย์ ท่านบอกว่าหัดไม่นานราวเดือนเดียวก็ออกไปเล่นเป็นได้ ลูกคู่ให้เขาก่อน บทเพลงฉ่อยตอนหนึ่งที่น้าปานร้อง ได้แก่
เอ๊ย.ถามว่านกอะไร ที่มันร้องฮ๊กๆ ขึ้นสูงจะตก นกอะไร (ซ้ำ)
โอ้ว่านกอะไร ที่มันบินผวา เห็นมันคาบหินมา แล้วบินไป (ซ้ำ)
เห็นมันคาบหิน แล้วก็บินรี่ มันบินข้ามหัวพี่ เลยไป
(ลูกคู่ร้องรับ) เอ่ ชา เอ้ ช้าชา ฉ่าชา หน่อยแม่
สำหรับการแสดงเพลงฉ่อยกับครูเพลง และในโอกาสต่าง ๆ ส่วนใหญ่ผมได้เล่นกับรุ่นลุงป้าน้าอาไม่มาก ถ้าพูดถึงงานวัดงาน เล่นเป็นคืนไม่มี จะมีก็เป็นการแสดงสาธิตในการเป็นวิทยากรอบรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เล่นเพลงฉ่อยกับแม่เพลงรุ่นน้องที่วัดชีธาราม ดอนเจดีย์ เขาจัดอบรมกลุ่มแม่บ้าน ผมไปบรรยายและสาธิตการแสดงเพลงฉ่อย ก็ตามถนัดอีกนั่นแหละ ต้องด้นสด ๆ การที่จะเอาเพลงตับมาเล่นมันก็ไม่เข้ากับงาน ผมจึงต้องร้องแบบฟรีสไตล์ โดยเกริ่นขึ้นต้นแบบเก่า ได้แก่
ชา ชะ ฉ่า ชา เอิ้ง เงอ เอ่อ เอิง เง้ย
ผู้ชายเขามาเชิญ ร้องเกริ่น กันจนตัวโก่ง
แต่ว่าพอได้ฤกษ์ ก็มาเบิกโรง รับกันเสียงโขมง โฉงเฉง
ขอให้แม่สาวน้อย ชวนลูกน้อง เอ่ยปากเข้ามาร้อง เป็นเพลง เอย
เอิ้ง เหง่อ เออ เอ๊ย…. ไป
(ลูกคู่) ขอให้แม่สาวน้อย ชวนลูกน้อง เอ่ยปากเข้ามาร้อง เป็นเพลง
เอ่ยปากเข้ามาร้อง เป็นเพลง เอย เอิ้ง เหง่อ เออ เอ๊ย ไป ชาชะ
เอ๊ย.. ก็ว่าเสียงใครหนอ ละว่าใครหนา
ฉันจะออกไปหา เสียไว ๆ
(ลูกคู่) เอ่ชา เอ้ช้าชา ชะ ฉ่า ชา หนอย แม่
คำร้องรับของลูกคู่ในการร้องเพลงฉ่อย มีหลายลูกเล่น ได้แก่
ชา ..ชา..ฉ่า..ชา…
เอ่ชา… ชา….ฉ่า… ชาช้า…
เอ่ชา เอ้ช้าชา ชะฉ่าชา หนอยแม่..
ส่วนสำนวนหรือแนวทางการสร้างสรรค์บทร้องก็จะพอรู้ได้ว่าคิดสด ๆ เช่น
เอิง เงิง เงอ เอ่อ เอ้อ เอ่อ เออ.. เออ เฮ้อ เอ้อ… เอ่อ…เอย….
เมื่อได้มาประสบ ได้พบมาหน้า ขอเสนอเพลงฉ่า ตอนท้าย (ซ้ำ)
คนร้องสร้างเนื้อ เพื่อความคล้องจอง ไปด้วยหัวสมอง ที่ฉับไว
ให้ลูกคู่ร้องรับ เสียงกรับกระพือ พร้อมด้วยเสียง ปรบมือ ขวาซ้าย
เพลงฉ่อยฟังเพราะ ช่างเสนาะเสียจริง ขออย่าได้ทอดทิ้ง น่าเสียดาย (ซ้ำ)
ถึงแม้เพลงจะช้า แต่ก็ว่ากันชัว คุณผู้ฟัง ไม่ต้องกลัว เรื่องสะใจ (ซ้ำ)
เลยหันไปถามผู้ชม แล้วก็ทุกท่าน ว่าอาบน้ำ 5 ขัน นะ พอไหม
(ลูกคู่รับ) เอ่ ชา.. เอ้ ช้าชา ชะ ฉ่าชา… หน่อย แม่…
(ชำเลือง มณีวงษ์ / เพลงฉ่อย)
วิธีการลดน้ำหนัก
กินวันละ 6 มื้อ ลองแบ่งออกเป็นมื้อเช้า 400 kcal กลางวัน 400 kcal และ เย็น 400 kcal แล้วก็กินระหว่างมื้ออีกประมาณ 3 หน มื้อละ 100 kcal ก็จะรวมแล้ววันละ 1500 kcal ถ้าหากคนเราต้องการพลังงานวันละ 2000 kcal หักออกไปวันละ 500 kcal ถึงสิ้นปีก็จะลดไปได้ 15 กิโลกรัม -0-” (คำนวณจากไขมัน 1 kg ใช้พลังงาน 7000 kcal ในการเผาผลาญ)
ว่าง่ายๆ ก็คือ เรากินอาหารกันตอน 8 โมงเช้า 10 โมงเช้า ตอนเที่ยง บ่าย 3 โมง 5โมงเย็น และก็สองทุ่ม
อย่างเช่นเมนูอาหารของเราในอาทิตย์ที่ผ่านมา
8 โมงเช้า กินแซนด์วิช กับกาแฟ (279+30)
10 โมงเช้า กินโยเกิร์ตถ้วยนึง (100)
เที่ยง ข้าวปั้น 1 ก้อน สลัดไก่ใส่ผักขม (170 + 170)
บ่าย 3 ซีเรียลบาร์ 1 อัน (120)
5 โมงเย็น แอปเปิล หรือคุกกี้แบบไดเอท (96)
สองทุ่ม ข้าว ปลาซาบะ แล้วก็ผักขมคลุกงา ซุปมิโสะ (170 + 200 + 40 + 30)
เรียกว่ากินตลอดวันเลย แต่ก็รวมแคลอรี่ได้ 1405 kcal เรียกว่าแคลอรี่น้อยมากๆ แต่ว่าไม่ทรมานแล้วก็คุมได้ง่ายมาก
หลักการสำคัญของวิธีนี้ก็คือ
1. อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว เพราะว่ามันจะคุมการเลือกอาหารไม่ค่อยได้
2. อย่าทำกระเพาะยืด เวลาที่เรากินเข้าไปเยอะๆ อัดๆ กันเข้าไปนานๆ กระเพาะมันชินอ่ะ มันจะขยายใหญ่ขึ้น แล้วพอมันใหญ่เราจะหิวไวกว่า การกินน้อยๆ แต่บ่อยๆ ทำให้กระเพาะมันคงรูปร่างแบบไม่ยืดมากได้ดี
พอเริ่มจะหิวนิดๆ อ่ะ ก็กินอะไรก็ได้ที่แคลอรี่ไม่เกินซัก 100 kcal เข้าไป รอซัก 5-10 นาที สมองเราจะรับรู้ได้ว่า อ่อ มีอาหารแล้ว ความหิวจะลดลง ความสามารถในการควบคุมตัวเองในการเลือกอาหารจะดีขึ้นมาก
อาหารดี
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง
การเล่นเทวันโด

เทควันโด เป็นศิลปะการป้องกันตัวชองประเทศเกาหลีมีมาตั้งแต่ 2 พันกว่าปี ในปี ค.ศ.1955 องค์กรพิเศษได้ถูกจัดตั้งขึ้นในนามขององค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติ ถูกตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่และควบคุมทำการสอนให้แก่สาธารณะชน องค์กรทางทหารซึ่งขึ้นอยู่กับเงินทุนกองกลางที่มีสามชิกขององค์กร เป็นผู้ที่มีความคิดความสามารถที่เชี่ยวชาญกลุ่มสมาชิกได้รวมตัวกัน โดยมีนายพล Choi Hong Hi เป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ขึ้นว่า เทควันโด(Taekwondo) คำว่า เท (태) แปลว่า เท้า หรือการโจมตีด้วยเท้า ควัน (권) แปลว่า มือ หรือการโจมตีด้วยมือ โด (도) แปลว่า วิถี ดังนั้นเทควันโดโดยทั่วไป หมายถึง วิถีแห่งการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัวศูนย์กลางเทควันโดโลก คือKukkiwon เป็นสัญลักษณ์ของเทควันโด โดยมีนายอุน ยอง คิม (Un Yong Kim) เป็นประธานสหพันธ์เทควันโดโลก และเป็นประธานสมาคมเทควันโดของประเทศเกาหลี
ค.ศ. 1973 มีการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก
ค.ศ.1974 มีการสัมมนาผู้ตัดสินนานาชาติ และมีการแข่งขันชิงแชมป์ของเอเชียเป็นครั้งแรก
ค.ศ.1986 เทควันโดได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 10 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
ค.ศ.1987 เทควันโดได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาซีเกมส์
ค.ศ.1988 เทควันโดเป็นกีฬาสาธิตในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
ค.ศ.2000 เทควันโดเป็นกีฬาในโอลิมปิกเกมส์ ณ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
ประวัติความเป็นมาของเทควันโดในประเทศไทย

ยุคแรก เทควันโดมีการเรียนการสอนเฉพาะทหารอเมริกันตาม ตามฐานทัพต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น อู่ตะเภา จ.อุบลราชธานี จ.นครราชสีมา เป็นต้น โดย ทหารอเมริกันได้จ้างอาจารย์เทควันโด จากประเทศเกาหลีมาเป็นผู้ฝึกสอนให้
ยุคก่อนปัจจุบัน เป็นครั้งแรกที่เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียน เมื่อประมาณ 25 ปีกว่าได้มีการเรียนการสอนที่บริเวณด้านหลังโรงภาพยนตร์ลิโด สยามสแควร์ ซึ่งก็ยังมีคนเรียนกันไม่มากนัก
ในเวลาต่อมา เทควันโดได้เปิดสอนที่โรงเรียนศิลปะป้องกันตัวอาภัสสา ถ.สุขุมวิท ตรงข้ามสถานทูตอังกฤษ โดยการนำของ คุณมัลลิกา ขัมพานนท์ ผู้ซึ่งมีความสนใจและรักกีฬาเทควันโดอย่างจริงจัง ทั้งยังได้พัฒนาและเผยแพร่เทควันโดในประเทศไทย โดยการนำ อ.ซอง กิยอง จากประเทศเกาหลีมาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียน และ คุณมัลลิกา ยังเป็นนายกสมาคมเทควันโดคนแรกของประเทศไทย หลังจากนั้นเทควันโดก็ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยมา

กติกา
กติกาเทควันโดสากล มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และความเรียบร้อย ในการจัดการ
แข่งขันเทควันโดทุกระดับชั้น ซึ่งจัดหรือรับรองโดย สหพันธ์เทควันโดโลก สหพันธ์เทควันโดประจำภูมิภาค และสมาคมเทควันโดในแต่ละประเทศสมาชิก ให้มีกฎระเบียบเป็นมาตรฐานเดียวกัน
กติกาเทควันโดสากลมีผลบังคับใช้กับการแข่งขันใดๆ ที่จัดขึ้น หรือ รับรองโดย สหพันธ์เทควันโดโลก
สหพันธ์เทควันโดประจำภูมิภาค และสมาคมเทควันโดในแต่ละประเทศสมาชิก หากสมาคมใด
มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกติกาส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม จะต้องชี้แจงและ ขออนุมัติจากสหพันธ์เทควันโดโลกก่อนทุกครั้ง
ส่วนวิธีการทำคะแนน ข้อห้ามจะต้องเตือนหรือตัดคะแนน และลักษณะสนามแข่งขันเป็นข้อที่
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
การแต่งกายของนักกีฬา

1. ให้ใช้ชุดกีฬาเทควันโด (DOBOK) และอุปกรณ์เครื่องป้องกัน ที่ได้รับรองจากสมาคม
เทควันโด (คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา)
2. ผู้เข้าแข่งขันจะต้องสวมเกราะป้องกันลำตัว (Trunk protector) หมวกกันน็อค(Head guard) สนับแขนและสนับขา (Forearm & Shin guard )ให้เรียบร้อยก่อนเข้าบริเวณสนามแข่งขัน โดยกระจับ สนับแขน และสนับขา ให้ใส่ไว้ข้างในชุดกีฬา ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำอุปกรณ์การแข่งขันส่วนตัว(ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทควันโดโลก)มาใช้ได้
3. การตรวจสอบทางด้านการแพทย์
- การแข่งขันเทควันโดที่จัดขึ้นโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยและได้รับการรับรอง จากสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย ห้ามใช้ยาโด๊ป สารกระตุ้น และสารเคมี ต้องห้ามอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ใน WTF anti-doping by laws โดยเด็ดขาด
- คณะกรรมการ มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการตรวจสอบด้านการแพทย์ใดๆ ก็ตามแก่ผู้เข้าแข่งขันที่ต้องสงสัยว่าอาจจะละเมิดข้อ ห้ามข้างต้น ผู้ชนะในการแข่งขันผู้ใดที่ปฏิเสธการตรวจสอบ หรือตรวจแล้วพบว่าละเมิดข้อห้ามดังกล่าว จะถูกริบตำแหน่ง และเหรียญรางวัล เพื่อมอบให้กับผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ในตำแหน่งถัดลงไป
- คณะกรรมการจัดการแข่งขันเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดให้มีการตรวจสอบดังกล่าว
- รายละเอียดของการปฏิบัติจะได้กำหนดไว้ใน IOC Anti-doping by law
วิธีจัดการแข่งขัน

1 ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออก
2 ไม่มีการแข่งขันชิงที่ 3 โดยให้มีตำแหน่งที่ 3 ร่วมกัน 2 คน
การจัดรางวัลประเภททีมใช้ระบบ *point system และอาจมีรางวัล Good Fighting Spirit
การรวมคะแนนสำหรับทีม ได้จากผลรวมของคะแนนดังนี้
- คะแนนสำหรับผู้ที่ชั่งน้ำหนักผ่าน
- คะแนนสำหรับการชนะแต่ละครั้ง (รวมทั้งผู้ที่จับฉลากได้ bye )
- บวก 7 คะแนนสำหรับผู้ที่ได้เหรียญทอง
- บวก 3 คะแนนสำหรับผู้ที่ได้เหรียญเงิน
- บวก1 คะแนนสำหรับผู้ที่ได้เหรียญทองแดง
3 ถ้านักกีฬารุ่นใดมีไม่ถึง 4 คน จาก 5 ภาค จะไม่ทำการแข่งขัน
4 เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน ให้แข่งขันคู่ละ 3 ยกๆละ 2 นาที พัก 1 นาที
5 การจับฉลากเลือกสายการแข่งขัน
- การจับฉลากเลือกสายการแข่งขัน ให้กระทำก่อนเริ่มการแข่งขันวันแรก 1 วัน ต่อหน้าสักขีพยานจากสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย และของผู้แทนภาคต่างๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยเริ่มจับฉลากตั้งแต่รุ่นฟินเวทขึ้นไป ส่วนลำดับ การจับฉลากให้เรียงชื่อตามลำดับอักษร ภาษาอังกฤษ (หรือภาษาไทยก็ได้)
- เจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน จะเป็นผู้จับฉลากเลือกสายการแข่งขันให้แก่ทีมที่ไม่ส่ง ผู้แทนเข้าร่วมในการจับฉลาก
- ลำดับการจับฉลากในข้อที่1 อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยมติที่ประชุมของผู้ควบคุมทีม
ท่าเตะในกีฬาเทควันโด
เทคนิคการเตะของเทควันโด ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของกีฬาเทควันโดเลยก็ว่าได้ การเตะที่มีความเร็ว และกําลังต้องอาศัย การฝึกซ้อมอยู่เป็นประจํา การที่คุณมีกําลังมากๆในการเตะจะช่วยให้คุณได้เปรียบในการต่อสู้ ในการเตะต้องใช้สะโพกช่วยส่งแรง คุณต้องยืดขาให้สุดพร้องส่งแรงไปเต็มกําลังจะทําให้การเตะของคุณสมบูรณ์ที่สุด
1. ท่าเตะด้านหน้า (Front kick)

ยกเข่าข้างที่จะเตะให้สูง ย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อการทรงตัว ดีดขาออกไปให้เร็วโดยการใช้สะโพกช่วย เหยียดเท้าให้เต็มที่ และพับขา
กลับมาในท่าเริ่มต้น
2. ท่าเตะด้านข้าง (Sid kick)

ยกเข่าข้างที่จะเตะขึ้นแลัวหมุนตัว ให้สั้นเท้าชี้ไปทางเป้าหมายหันฝ่าเท้าไปทางด้านหน้า ในลักษณะสันเท้าใกล้สะโพกขาที่พับอยู่
ขนานกับพื้น ออกแรงทีบให้เร็ว หันหน้าตามองผ่านไหล่ พับขากลับมาในท่าเริ่มต้น
3.ท่าเตะตวัด (Round kick)

ยกเข่าข้างที่จะเตะขึ้น ขาท่อนล่างเป็นจุดหมุนบิดสะโพกพร้อมส่งแรงเตะตวัดออกไป จุดปะทะอยู่ที่หลังเท้า หรือจมูกเท้า พับขา
กลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น
4.ท่าเตะเหยียบลง (Chop kick)

ยกขาข้างที่จะเตะขึ้นแทงเข่าให้สูง พร้อมเหยียดเท้าให้สูงตบลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้ฝ่าเท้าตบลงสู่เป้าหมาย

นาย รัฐธรรมนูญ เปรมชัยพร
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94
เมนูกุ้งอบวุ้นเส้น
ส่วนประกอบ : ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้ง พริกไทยดำ
วุ้นเส้น ขิง กุ้ง น้ำมันพืช น้ำมันหอย ซอสปรุงรส
วิธีการทำ : : นำหม้อมาทาน้ำมัน
ใส่พริกไทยดำและขิงที่หั่นเป็นแว่นๆ วุ้นเส้นที่แช่น้ำแล้ว
คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม ผัดให้เข้ากัน
นำกุ้งสดมาวางบนวุ้นเส้น แล้วนำวุ้นเส้นมาวางทับอีกที ปิดหม้อแล้วเขย่า
ความร้อนจะทำให้วุ้นเ้ส้นและกุ้งสุก อย่าใช้ไฟแรง นอกจากอร่อยและทำง่าย
แล้วยังมีคุณค่าทางอาหารถ้ารับประทานบ่อย
จะช่วยลดคลอเรสตอรอลและไขมันในเส้นเลือด

